ทาทาสตีลเผยเหล็กลวดทุ่มตลาดจากจีนกระทบยอดขาย เตรียมส่งหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการเซฟการ์ด ตั้งกำแพงภาษี 15.9 %
นายปิยุช กุปต้า กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2556 จะอยู่ที่ 17.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่ใช้อยู่ 16 ล้านตัน คาดว่าความต้องการใช้ในประเทศช่วง 3-5 ปี ข้างหน้ายังอยู่ในช่วงขาขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาการนำเข้าเหล็กเจือโบรอนและโครเมี่ยมจากจีนราคาถูก ทำให้ สัดส่วนเหล็กนำเข้าสูงขึ้น หากไม่เร่งแก้ปัญหา จะทำให้ผู้ผลิตเหล็กไทยปิดกิจการได้
"ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เปิดไต่สวนทุ่มตลาดตั้งแต่เดือน พ.ย.2555 ซึ่งบริษัทขอให้ออกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) 15.9 % โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องส่งข้อมูลให้กระทรวงฯภายในวันที่ 14 ก.พ.2556 แต่มีผู้ขอเลื่อนเวลาการส่งข้อมูลออกไปทำให้ขั้นตอนการพิจารณาล่าช้าออกไป "
ทั้งนี้การที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดเหล็กลวดคาร์บอนสูงนำเข้าถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่เห็นว่าการพิสูจน์ผลกระทบเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา 6-12 เดือน จึงควรมีมาตรการ เซฟการ์ดออกมาเป็นมาตรการฉุกเฉิน เพื่อตั้งกำแพงภาษีมาดูแลผู้ผลิตเหล็กในประเทศ ซึ่งบริษัทเตรียมส่งหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ภายในเดือน ก.พ.2556 ให้ออกมาตรการเซฟการ์ด สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงนำเข้าในอัตราภาษี 15.9 % เพราะเป็นอัตราภาษีที่พิสูจน์ความเสียหายได้ และหากไต่สวนใช้เวลานาน ยิ่งกระทบกับผู้ผลิตเหล็กในประเทศ
"หลายประเทศในอาเซียนถูกสินค้าเหล็กจากจีนทุ่มตลาดและได้ออกมาตรการป้องกันมาทันที เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยไม่ต้องร้องขอจากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามเห็นว่าเหล็กจากจีนเข้ามาขายแบบทุ่มตลาด และผู้นำเข้าเหล็ก เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เพราะขายเหล็กให้ผู้ใช้เหล็กในราคาเดิม หากเก็บภาษีเอดี จะทำให้ราคาเหล็กนำเข้ากลับไปอยู่ที่เดิม จึงเห็นว่าไม่น่าจะทำให้ผู้ใช้เหล็กซื้อเหล็กในราคาสูงขึ้น "
ขณะนี้รัฐบาลจีนอุดหนุนเหล็กส่งออกในรูปการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 9 % รวมทั้งเหล็กลวดนำเข้าจากจีนเจือโบรอนและโครเมียม ทำให้เปลี่ยนพิกัดสินค้า ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าจากปกติที่ต้องเสียภาษีนำเข้า 5 %
นายปิยนุช กล่าวว่า สำหรับยอดขายปี 2555 ได้รับผลกระทบจากเหล็กนำเข้าราคาถูกจากจีน โดยช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.2555 มียอดขาย 6,265 ล้านบาท ขาดทุน 489 ล้านบาท เมื่อรวมยอดขาย 3 ไตรมาสแรก (เม.ย.-ธ.ค.2555) อยู่ที่ 18,592 ล้านบาท ขาดทุน 992 ล้านบาท ส่วนยอดขายในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.2556 คาดว่าจะมีผลประกอบการเป็นบวก






