เปิดมุมคิด “ดร.กัน ยาง อัน” ในวันที่ “Dr.G”เตรียมบุกตลาดไทย

เปิดมุมคิด “ดร.กัน ยาง อัน” ในวันที่ “Dr.G”เตรียมบุกตลาดไทย

"ดร.กัน ยาง อัน"ผู้ก่อตั้ง gowoonsesang&Dr.G ที่โด่งดังไปทั่วโลก เตรียมส่งเวชสำอางชั้นนำจากเกาหลีพร้อมลงสนามแข่งในตลาดความงามไทยมีนาคมนี้

ตัวเลขมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ของธุรกิจความงามและศัลยกรรมความงามในประเทศไทย

กลายเป็นตลาดที่ยังคงหอมหวาน ดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ให้เข้ามาชิมลางสนามอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ แบรนด์ “Dr.G” เวชสำอางสัญชาติเกาหลี ที่เตรียมเปิดตัวคลินิกและผลิตภัณฑ์ของพวกเขาในประเทศไทย ในเดือนมีนาคมนี้ โดยเลือกย่านวัยรุ่น อย่างสยามสแควร์ซอย 9 เป็นฐานที่มั่น

ก่อนการมาถึงของพวกเขา กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีโอกาสได้พูดคุยกับ “ดร.กัน ยาง อัน” (Dr. Gun Young Ahn) ผู้ก่อตั้ง gowoonsesang & Dr.G ที่คลินิกของเขาในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

“ตอนผมอายุ 3 ขวบ ผมประสบอุบัติเหตุ จนเกิดรอยแผลเป็นจากการเผาไหม้ นั่นทำให้ผมอยากที่จะรักษารอยแผลเป็นนั้นด้วยตัวเอง นับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผมเลือกเข้าเรียนแพทย์ ในสาขาแพทย์ผิวหนัง เพื่อหาวิธีรักษาแผลเป็นที่เกิดขึ้น..สมัยเด็กผมอยากที่จะปกปิดรอยแผลเป็นนั้น แต่ก็ต้องขอบคุณมัน ที่ทำให้ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจจนทำให้มี Dr.G ในวันนี้”

ดร.อัน บอกกับเรา ถึงแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นกับเขา ที่มาของการเลือกศึกษาในมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์ หลังจากเรียนจบก็ได้เปิดคลินิกรักษาผิวของตัวเองขึ้นมา ในชื่อ “โกวุนเซซัง” (gowoonsesang) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาผิวพรรณด้านต่างๆ รวมถึงผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จนมีผู้เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถขยายคลินิกออกไปอีกหลายสาขาในเกาหลี ปัจจุบันมีเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 8 ราย ทีมแพทย์ผิวหนัง 21 ราย ทำงานร่วมกับทีมพยาบาล 114 ราย และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวอีกกว่า 110 ราย

“คลินิกของเรามีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญอยู่จำนวนมาก ดังนั้น ผมจึงมีเวลาเยอะขึ้นที่จะมาคิดเรื่องการพัฒนาสูตรยาต่างๆ รวมถึงเรื่องธุรกิจ”

ภาคส่วนของชีวิตถูกแบ่งออกอย่างชัดเจน ดร.อัน บอกเราว่า ใน 1 สัปดาห์ เขาใช้เวลาไปกับการรักษาคนไข้ที่ “โกวุนเซซัง คลินิก” ประมาณ 2 วัน ส่วนอีก 3-4 วัน ก็ทำงานใน “โกวุนเซซัง คอสเมติกส์” เพื่อคิดค้นวิจัยและพัฒนาสูตรยาต่างๆ ที่มีประสิทธิผลในการรักษาคนไข้ของเขา โดยมีกรณีศึกษาของคนไข้กว่า 4 แสนราย ที่เข้ามารักษาตั้งแต่วันเริ่มต้น (ปี 2541) ซึ่งมีปัญหาผิวพรรณแตกต่างกันไป และนี่เองที่เป็นต้นทุนความรู้ ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มีความหลากหลาย โดยเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันไปของคนไข้แต่ละรายได้

การแบ่งภาคชีวิตออกเป็น 3 ส่วน คือ คุณหมอที่ดูแลรักษาคนไข้ นักค้นคว้าและพัฒนาสูตรเครื่องสำอาง และนักธุรกิจ ทำให้คุณหมออย่างเขา สามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญออกมาเป็นโอกาสในธุรกิจได้ เช่นเดียวกับการมาถึงของผลิตภัณฑ์เวชสำอางภายใต้แบรนด์ของตัวเองเมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา

โดยในตอนเริ่มต้นผลิตภัณฑ์ที่มี ทำมาเพื่อให้คนไข้ในคลินิกให้นำไปดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องที่บ้าน แต่เมื่อเสียงเรียกร้องเริ่มมากขึ้น จากผู้ใช้ที่เห็นผล สุดท้ายในปี 2546 พวกเขาจึงตัดสินใจพัฒนาแบรนด์ของตัวเองขึ้นในชื่อ “gowoonsesang” สำหรับทำตลาดในประเทศเกาหลี และเพื่อให้ง่ายต่อการบุกตลาดในต่างประเทศ จึงใช้ชื่อ “Dr.G” แล้วกระจายสินค้าออกไปในวงกว้าง โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นพระเอก คือ “บีบีครีม” และ “ครีมกันแดด”

เมื่อถามถึงจุดแข็งของแบรนด์ ท่ามกลางคู่แข่งที่หลากหลาย ทั้งในและต่างประเทศ ศาสตร์ตะวันตกและตะวันออก พร้อมจุดขายสารพัด เรียกว่ามีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าอยู่มากล้น แต่ดร. อัน บอกเราว่า จุดแข็งของพวกเขาคือ การมีโนว์-ฮาว มีความเชี่ยวชาญ “รู้ลึก รู้จริง” เข้าใจในปัญหาสภาพผิวของคนเอเชีย ซึ่งแต่งต่างจากคนผิวขาวในยุโรป ผลิตภัณฑ์จึงถูกพัฒนาเพื่อผิวพรรณของคนเอเชียโดยเฉพาะ ตลอดจนความเข้าใจในสภาพผิวของคนที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและแตกต่าง

สำคัญกว่านั้นคือการเป็นแบรนด์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” อย่างแท้จริง ไม่เหมือนกับบางแบรนด์ ที่อาจใช้คำนำหน้าว่า “ดร.” มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Doctor cosmetic” แบบจัดเต็ม ทั้งที่ไม่ได้มีคุณหมออยู่เบื้องหลังด้วยซ้ำ แต่เพื่อสร้างจุดขายทางการตลาดเท่านั้น

“ผมมองว่าสิ่งที่ทำให้ Dr.G ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่สินค้าหรือบริการของเรา แต่คือ ความรู้ที่แท้จริงจากทีมงานมืออาชีพที่เรามี ซึ่ง ความรู้ลึก รู้จริง นี่แหล่ะที่ทำให้ธุรกิจของเราซัคเซสขึ้นมาได้” เขาบอกถึงความเชื่อมั่น

ก่อนจะสะท้อนภาพความสำเร็จของ Dr.G ในวันนี้ ที่เข้าไปทำตลาดในหลายประเทศ โดยปัจจุบันพวกเขามีถึง 19 สาขาในเกาหลี ทั้งยังส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย ในร้านขายยา และไฮเปอร์มาเก็ต ดิวตี้ ฟรี บนสายการบิน Asiana Airline ในห้างสรรพสินค้า ปูซาน ล้อตเต้ และ ดิวตี้ฟรี บนเกาะเจจู

ส่วนในต่างประเทศ ได้เปิดคลินิกชื่อ “The G” เพื่อให้บริการรักษาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Dr.G ในประเทศอเมริกา และแคนนาดา ขณะที่ตลาดเอเชีย ก็ขายผ่านร้าน SASA ช้อปเครื่องสำอางชื่อดัง ทั้งใน จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์

โดยมีมูลค่าการส่งออกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.5 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 135 ล้านบาท) ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถคว้า Export tower Awards จาก สถาบัน Korea International Trade Association (KITA) มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป้าหมายในปี 2013 นี้ พวกเขาตั้งเป้าที่จะพิชิตยอดส่งออกที่ 5 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ให้ได้ ขณะที่ตัวเลขยอดขายภายในประเทศเกาหลี ก็ใกล้เคียงกับยอดส่งออก

สำหรับในไทย บริษัท เอส ยู จี ด็อกเตอร์ จี (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ร่วมกับ บริษัท โกวุนเซซัง จำกัด แห่งประเทศเกาหลีใต้ ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายเวชสำอาง Dr.G และเป็นเจ้าของลิขสิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่ง "สัตยาวาทีนี พรศรีชวลา" กรรมการผู้จัดการบริษัท เอส ยู จี ด็อกเตอร์ จี (ไทยแลนด์) จำกัด บอกเราว่า เหตุผลที่ตัดสินใจนำเข้าแบรนด์ Dr.G สู่ประเทศไทยนั้น เพราะมองว่า สาวไทยส่วนใหญ่ต้องการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง ซึ่งผลิตภัณฑ์ Dr.G ถูกพัฒนาขึ้นโดยแพทย์ผิวหนังที่มีความเชี่ยวชาญ จึงสามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของผิว และแก้ปัญหาสภาพผิวของสาวเอเชียโดยเฉพาะได้

"จุดเด่นของแบรนด์คือการใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย และส่วนผสมจากธรรมชาติซึ่งไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองแก่ผิว จึงมองว่าจะสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์คนไทยได้" เธอบอก

เกมธุรกิจของ "Dr.G" ในไทย แตกต่างจากตลาดในเอเชีย เพราะพวกเขาตัดสินใจเข้ามาแบบเต็มตัว เช่นเดียวกับในอเมริกา และแคนนาดา คือ ไม่ใช่เป็นเพียงเคาน์เตอร์เล็กๆ ในร้านเครื่องสำอาง แต่จะมีทั้งคลินิกและผลิตภัณฑ์ให้บริการเสิร์ฟความงามแบบครบสูตร ประเดิมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนไทย 3 ท่าน ซึ่งได้รับการอบรมมาอย่างดีจากเกาหลี พร้อม 11 ไลน์ผลิตภัณฑ์ ที่พร้อมให้ลูกค้าคนไทยตั้งแต่กลุ่ม C+ ขึ้นไป ทั้งกลุ่มนักศึกษา วัยทำงานตอนต้น ตลอดจนผู้บริหารรุ่นใหม่ ได้เข้ามาลองใช้บริการ ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป พร้อมแผนการตลาดแบบจัดเต็มทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

ทำไมถึงมั่นใจกับตลาดไทย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะประสบความสำเร็จ และการแข่งขันก็ยังรุนแรงอย่างทุกวันนี้ สิ่งที่ ดร.อันบอกกับเรา คือ

“ทุกครั้งที่เราออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สิ่งที่เรากังวลมากที่สุดคือสุขภาพผิวที่ดีและสวยงามของลูกค้า ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสภาพผิวของพวกเขาได้ดีแค่ไหน เราคิดเรื่องพวกนี้มากกว่าแค่หวังผลสำเร็จทางธุรกิจ

ซึ่งการเข้ามาในประเทศไทยก็เช่นกัน นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ gowoonsesang และ Dr.G ที่จะสร้างความสวยงามและแก้ปัญหาสภาพผิวให้กับลูกค้าคนไทย โดยหวังว่า โนว์-ฮาว ที่เรามีจะสามารถให้ประสิทธิผลกับคนไทยได้ และในอนาคตแบรนด์ของเราก็จะมีชื่อเสียงที่ดีในประเทศไทย เหมือนที่เราได้รับมาแล้วในประเทศเกาหลี”

เขาฝากความหวังและความเชื่อมั่นไว้เช่นนั้น “ความเชื่อมั่น” ที่มีต้นทุน “ความเชี่ยวชาญ” เป็นหัวใจ

“”””””””””””””””””””””””””””””””””
Key to success
โอกาสและอุปสรรคในธุรกิจความงาม
๐ อาจซื้อแบรนด์ที่สำเร็จมาทำต่อ
๐ลูกค้าคนไทยให้ความสำคัญกับการเสริมความงาม
๐ กระแสเกาหลีฟีเวอร์
๐ การแข่งขันสูง ผู้เล่นเพียบทั้งในและต่างประเทศ
๐บุคลากรต้องมีทักษะเฉพาะ สร้างยาก แต่ถูกดึงตัวง่าย