บริษัทธุรกิจของจีนรุกคืบควบกิจการบริษัทสหรัฐ หลังจากเรียนรู้และปรับตัวข้อกฎหมายต่างๆ
หลังจากที่ประสบความล้มเหลวมาหลายครั้งหลายครากับความพยายามที่จะควบรวมกิจการหรือซื้อหุ้นของบริษัทในสหรัฐ ขณะนี้ บริษัทจีนเริ่มเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิทัศน์ทางการเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการในดินแดนลุงแซม
บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐหลายบริษัทยังคงเป็นเป้าหมายที่บริษัทจีนไม่สามารถเอื้อมถึง เพราะบริษัทเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐ หรือครอบครองเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูง โดยบริษัทจีนได้เปลี่ยนเป้าเข้าซื้อเพียงบริษัทรายเล็ก หรือ เข้าไปถือหุ้นรายย่อยในบริษัทเหล่านั้นแทน
ในปี 2548 บริษัทพลังงานจีน”ซีนุก”ต้องยกเลิกข้อเสนอซื้อบริษัทน้ำมันของสหรัฐ “ยูโนแคล คอร์ป” ด้วยมูลค่า 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากได้รับแรงต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่ายการเมือง เพราะรัฐสภาสหรัฐในตอนนั้นได้กำหนดบัญญัติใหม่ในกฎหมายพลังงาน ซึ่งทำให้ข้อตกลงล่าช้าไปหลายเดือน
อย่างไรก็ตาม บริษัทจีนก็ยังไม่ลดละความต้องการที่จะกว้านซื้อบริษัทใหญ่ๆ มีการคาดการณ์ว่า คณะกรรมการการลงทุนจากต่างชาติในสหรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาอนุมัติการเข้าครอบครองจากบริษัทต่างชาติ จะมีการตัดสินในอีกไม่อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าว่า จะอนุมัติข้อตกลงซื้อขาย 2 สัญญาที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของบริษัทจีนหรือไม่
ในปัจจุบันข้อตกลงซื้อขายที่ผ่านการเห็นชอบจากหน่วยงานที่ดูแลการควบรวมกิจการจะมีมูลค่าไม่มาก โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้คุมกฎได้อนุมัติให้บริษัท ว่านเสี้ยง อเมริกา สามารถเข้าซื้อกิจการของบริษัทผลิตถ่านลิเธียม-ไออน เอ123 ซิสเต็มส์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐด้วยมูลค่า 257 ล้านดอลลาร์
ปีที่แล้ว บริษัทจีนใช้เงินกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อปิดสัญญาซื้อขาย 46 สัญญา เฉพาะยอดปริมาณการซื้อขายแค่ปีที่แล้วปีเดียวมีมูลค่ามากกว่าปริมาณซื้อขายตั้งแต่ปี 2552 - 2554 รวมกัน
โดยข้อตกลงในการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทจีนและสหรัฐที่มีมูลค่ามากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว สูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์ คือ การเสนอขายหุ้น 80.1% ของอินเตอร์เนชั่นแนลลีสไฟแนนซ์คอร์ป. ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจให้เช่าเครื่องบินของบริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป (เอไอจี) ให้แก่กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินของจีนที่ในขณะนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากผู้คุมกฎทางฟากสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ยอดปริมาณการควบรวมกิจการในสหรัฐก็ยังคงตามหลัง แคนาดา โดยเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่าอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ยอดสุทธินี้รวมถึงข้อตกลงที่บริษัทพลังงานจีน” ซีนุก” ควบกิจการของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันแคนาดา”เน็กเซ่น” ซึ่งมีมูลค่าอยู่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และยังไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้คุมกฎในสหรัฐ เพราะ เน็กเซ่นมีสินทรัพย์กระจัดกระจายอยู่แถบชายฝั่งอเมริกาแถวอ่าวเม็กซิโก






