วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงฟองสบู่หุ้น แนะถือเงินสดลดความเสี่ยง

นายกสมาคมบล.ห่วงหุ้นเล็กฟองสบู่แตกตลาดหุ้นซึมยาว แถมดัชนีถึงเป้าหมายทั้งปีเร็วกว่าคาด อาจทำตลาดพักฐาน แนะขายหุุ้นเก็งกำไร ถือเงินสดลดเสี่ยง

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองดัชนีเป้าหมายปีนี้อยู่ที่ระดับ 1,500-1,600 จุด ซึ่งยอมรับว่าดัชนีปรับขึ้นไปแตะเป้าหมายเร็วเกินไป แม้ว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลเข้าสูง แค่ม.ค.เดือนเดียวซื้อสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20% ยอดรวมปีที่แล้ว ที่ต่างชาติซื้อสุทธิ 7.6 หมื่นล้านบาท แต่วอลุ่มที่เพิ่มขึ้นมาจากนักทุนรายย่อย ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นเล็ก เล่นรอบ และการซื้อขายแบบหักกลบในวันเดียว (เน็ต เซทเทิลเมนต์) โดยปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนในตลาดถึง 60% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติลดลงมาเหลือ 20% ซึ่งใกล้จุดต่ำสุดเดิมที่อยู่ระดับ 18%

"ต้องวิเคราะห์ตลาดให้ดี ดูให้ถี่ถ้วน เพราะตลาดขึ้นเร็วเกินไป โดยเฉพาะหุ้นเล็ก 30-40 ตัว ขึ้นแรงมาก ต้องระมัดระวัง เพราะจากสถิติในอดีตหุ้นกลุ่มนี้พอขึ้นมาสักพักจะปรับฐานลงและลงยาว เพราะสภาพคล่องไม่มี โอกาสที่นักลงทุนจะติดหุ้นมีสูง และติดในราคาแพง ต่างจากต่างชาติที่ลงทุนในหุ้นใหญ่ มีสภาพคล่องสูง หากเกิดปัญหาก็ออกได้ ซึ่งหากเงินทุนไหลออก ดัชนีมีโอกาสปรับฐาน จะทำให้รายย่อยเจอ 2 เด้ง แนะนำว่าควรออกจากหุ้นเล็ก มาถือเงินสดดีที่สุด"

@ห่วงฟองสบู่หุ้นเล็กทำตลาดซึมยาว

เธอกล่าวต่อว่า แม้ว่านักลงทุนรายย่อยจะทำให้วอลุ่มการซื้อขายสูงถึงวันละ 6 หมื่นล้านบาท แต่โบรกเกอร์ก็ไม่ได้สบายใจกับวอลุ่มที่สูงขึ้น เป็นห่วงว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเร็วเกินไป เวลาเกิดปัญหาจะทำให้ตลาดซึมยาว ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการทำธุรกิจ หากเป็นไปได้อยากให้วอลุ่มอยู่ในระดับเฉลี่ย 4 หมื่นล้านบาทต่อวันทั้งปี ดีกว่า 6 หมื่นล้านบาท แค่ 2 เดือน โดยขณะนี้มีความเป็นห่วงภาวะฟองสบู่ในหุ้นขนาดเล็ก เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นไปเกินพื้นฐานค่อนข้างมาก หากปล่อยไว้จนฟองสบู่แตก จะเป็นปัญหาทั้งตลาด เพราะเมื่อนักลงทุนติดหุ้นในราคาสูง สภาพคล่องที่เคยมีก็จะหายไปนาน

"ตอนนี้ต้องช่วยกันแตะเบรก เตือนสตินักลงทุน ให้ดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เพราะไม่อยากให้เจ็บตัว การลงทุนต้องดูข้อมูลพื้นฐานประกอบ สิ่งที่ทุกฝ่ายอยากเห็นคือให้ฟองสบู่ในหุ้นเล็กค่อยๆ แฟบลง มาอยู่ในระดับที่มีพื้นฐานรองรับ ไม่ใช่ปล่อยให้โป่งไปเรื่อยๆ จนแตก"


สำหรับมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำนั้น ในส่วนของก.ล.ต.และสมาคมบล.ได้กำชับให้โบรกเกอร์ระมัดระวังเรื่องการให้วงเงินซื้อขายหุ้น หรือ มาร์จินที่ให้กับลูกค้า เพราะลูกค้า 1 รายอาจจะได้วงเงินจากหลายโบรกเกอร์ นอกจากนี้ต้องดูหลักประกันว่ายังอยู่ครบหรือไม่ เพราะอาจมีการโอนหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกันข้ามบัญชีได้ ทำให้นักลงทุนมีอำนาจในการลงทุนเกินความเหมาะสม

ทั้งนี้ยอมรับว่าวงเงินมาร์จินในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์เพิ่มขึ้นสูงมาก ณ สิ้นเดือนม.ค.วงเงินมาร์จินทั้งหมดอยู่ที่ 4.9 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 4.1 หมื่นล้านบาท แค่เพียง 1 เดือน เพิ่มขึ้นเกือบ 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นวงเงินของโบรกเกอร์ เพราะบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC) ปล่อยมาร์จินค่อนข้างน้อย เพราะอยู่ในช่วงการปรับธุรกิจ โดยขณะนี้การปล่อยมาร์จินของโบรกเกอร์ ใกล้จะเต็มวงเงินที่สามารถปล่อยได้แล้ว โดยหากโบรกเกอร์จะเพิ่มวงเงิน อาจจะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน หรือกู้จากธนาคาร อย่างไรก็ตามธนาคารพาณิชย์เองก็ระมัดระวังในการปล่อยกู้ในส่วนนี้

@สมาคมฯเร่งปรับแผนแตะเบรกหุ้นร้อน

เธอกล่าวต่อว่า ในส่วนของสมาคมฯเอง ยอมรับว่าแผนงานต่างๆ ในปีนี้ ตอนแรกเน้นไปทางการขยายฐานนักลงทุน เพราะไม่ได้มองว่าตลาดจะร้อนแรงขนาดนี้ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้าง โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของตลาดฯเป็นสิ่งแรก เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ก็จะกระทบทั้งอุตสาหกรรม

โดยสิ่งที่จะดำเนินการนอกจากมาตรการดูแลลูกค้าตามที่ก.ล.ต.กำชับแล้ว จะเร่งเรื่องออกบทวิเคราะห์หุ้นขนาดเล็กเพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน โดยจ้างบริษัทข้างนอก หรือ Third Party ทำข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลำดับ 100-150 ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้โบรกเกอร์นำข้อมูลไปในการออกบทวิเคราะห์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังจะประสานให้ตลาดหลักทรัพย์ รวบรวมการชี้แจงข้อมูลของบจ.ที่มีผลต่อราคาหุ้นแล้วสรุปทำเอกสารข่าวต่อไป จากปัจจุบันที่ให้แต่ละบริษัทที่ราคาหุ้นขึ้นแรง ชี้แจงข้อมูลแล้วก็จบ ทั้งนี้เพื่อให้นักลงทุนรับทราบอย่างทั่วถึง