"มาร์ค เฟเบอร์" มองตลาดหุ้นเอเชียรวมไทยแพง หลายตลาดปรับขึ้น 250%จากระดับต่ำ รอจังหวะตลาดลงแรงเข้าไปช้อนซื้อหุ้นถูก
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยทะยานแตะระดับ 1,506 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี 2 เดือน นับจากวันที่ 4 พ.ย.ปี 2537 มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปพุ่ง 12.8 ล้านล้าน เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การปรับขึ้นของหุ้นไทยสอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่น พากันปรับขึ้นคึกคักรับผลดีจากความพยายามใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย หรือ คิวอี ของชาติกับภูมิภาคสำคัญๆ ทั้งสหรัฐ, ยุโรปและญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องในต้นปี 2556
ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้นทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ทยอยกันออกมาให้ความเห็นถึงสถานการณ์ข้างต้น เริ่มจาก มาร์ค เฟเบอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทมาร์ค ฟาเบอร์ จำกัด เจ้าของวารสาร "อึมครึม เฟื่องฟูและหายนะ" กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นสำคัญๆ ในเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นในยุโรปและสหรัฐพากันปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักในช่วงปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นอังกฤษปรับขึ้นเกือบ 6% แล้วตั้งแต่ต้นปีนี้ ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นปรับขึ้นราว 3% ส่วนดัชนีหุ้นจีนที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ปรับขึ้นแล้ว 4.3% ซึ่งเขามองภาวการณ์แวดล้อมดังกล่าว ด้วยการเตือนนักลงทุนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้นภายในภูมิภาคเอเชียเวลานี้ มองแล้วมีราคาแพงเกินไป
"ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมเวลานี้ว่า อยู่ในภาวะตลาดมีราคาไม่ถูกอีกต่อไป และตลาดในภูมิภาคนี้ในมุมมองของผมแล้ว นอกจากไม่ใช่ตลาดราคาถูกแล้ว ยังเป็นตลาดที่ซึมซับรับแต่ข่าวดีไว้มากมายแล้ว" เฟเบอร์ กล่าว
ทั้งนี้เฟเบอร์ผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้นโลกรวมถึงหุ้นไทย และเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้มีมุมมองเป็นลบอย่างที่สุดกล่าวด้วยว่า เขารู้สึกมีความสุขที่สุดขณะนี้นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินครั้งก่อน และกำลังรอให้ตลาดลงแรง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้เขาที่จะเข้าไปไล่เก็บหุ้นราคาถูก
@รอหุ้นลงแรงเข้าซื้อ
เฟเบอร์ อธิบายว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่อยู่ระดับต่ำในเดือนม.ค.ปี 2552 ซึ่งเขารักตลาดเอเชียมากเพราะยิ่งปรับตัวสูงขึ้น ตลาดก็จะยิ่งมีแนวโน้มมากขึ้นว่าจะตกลงและเป็นการตกกระแทกแรงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ในเวลาที่ตลาดหลายแห่งสดใสปรับตัวขึ้น เขาเชื่อว่าเป็นโอกาสที่จะขาย ในทางกลับกันในยามตลาดตกต่ำหมายถึงโอกาสดีที่สุดที่จะเข้าไปซื้อ
เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ด้วยการเปรียบเทียบสถานการณ์จริงเกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อารมณ์เกิดขึ้นในตลาดอันเนื่องมาจากวิกฤตหนี้ในยูโรโซนดูน่ากลัว และไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ว่า หุ้นที่มีราคาต่ำติดดินจะสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างไร และตอนนี้นับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว เป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ทั้งตลาดหุ้นโปรตุเกส, สเปน, อิตาลีและฝรั่งเศส ล้วนปรับตัวขึ้นอยู่ระหว่าง 30%-40% ขณะที่ตลาดกรีซเองสามารถปรับตัวขึ้นมากถึง 2 เท่า ดังนั้นเขาจึงแนะนำว่า นักลงทุนจำเป็นต้องซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่มีเหตุผลอะไรสนับสนุนให้พวกเขาเข้าไปซื้อ
ทั้งนี้นอกจากเฟเบอร์แล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้นไทยออกมาช่วยไขข้อสงสัยที่ว่า ตลาดหุ้นไทยเกิดฟองสบู่หรือการตกลงละการปรับตัวอย่างรุนแรงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ เรย์มอนด์ แมคไกวร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ประจำประเทศไทยของยูบีเอส ได้ให้ความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่เกิดฟองสบู่ แต่เขาเห็นว่ามีองค์ประกอบบางอย่างทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในราคาสินทรัพย์ทั้งในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ซึ่งเขาเคยมีรายงานเรื่องนี้ออกมาในปลายปีที่แล้วว่า สถานการณ์ในไทยปลายปีก่อน เกิดขึ้นในลักษณะคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นจีนเมื่อปี 2548 และปี 2550 ที่เกิดจากสินเชื่อปล่อยกู้ง่าย ผลกระทบจากความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายลงทุนสาธารณูปโภคขยายตัว บวกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจแข็งแกร่งมาก แต่เขาเชื่อว่าสถานการณ์ในไทยตอนนี้ยังไม่ไปไกลเหมือนอย่างจีน
ในระยะสั้น ตลาดอาจปรับตัวอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่การตกอย่างแรงหรือปรับตัวลงอย่างรุนแรง หากตลาดจะปรับตัวลงก็อาจลดลงราว 10% จากระดับปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินที่ไทยใช้ ว่าจะเกิดนโยบายผิดพลาดหรือไม่ เพราะแมคไกวร์มองว่าผลกระทบเกิดจากการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนที่ไทยเคยใช้มาแล้วเมื่อเดือนธ.ค.ปี 2549 ได้ทำให้ตลาดหุ้นตกลงถึง 16% ภายในวันเดียว ถือเป็นการปรับลดลงอย่างมาก และทำลายความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ จึงคิดว่าธปท.ไม่ทำเช่นนั้นอีก และเขาย้ำว่าการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด
@หวั่นลดดบ.ยิ่งเกิดเก็งกำไร
ขณะเดียวกัน แมคไกวร์มองว่า หากไทยใช้การปรับลดดอกเบี้ย ดูแลเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในไทยมากก็จะยิ่งทำให้เกิดการเก็งกำไรต่อเนื่อง และตลาดจะปรับขึ้นแบบไม่แข็งแกร่ง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ ถ้ามีการเติบโตมากขึ้น การลงทุนในสาธารณูปโภคของรัฐเกิดขึ้นจริง ก็จะยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยิ่งโต
"การเข้ามาซื้อของต่างชาติช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถขับเคลื่อนตลาดหุ้นได้ ปีที่แล้วต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นในสัดส่วนเพียง 20% ของทั้งหมด และเข้ามาซื้อเพียง 16%ในตลาดบอนด์ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องนักลงทุนในประเทศทั้งรายย่อยกับสถาบันที่เป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนตลาด ส่วนคาดการณ์ดัชนีเราเคยให้ไว้ที่ระดับ 1,530 จุดสิ้นปีก่อน และตอนนี้เราไม่ปรับเปลี่ยนคาดการณ์ดังกล่าว ซึ่งดัชนีอาจขึ้นไปได้มากกว่านี้" แมคไกวร์ กล่าว
เมื่อให้แนะนำว่านักลงทุนควรลงทุนอย่างไรในตลาดหุ้นปีนี้ แมคไกวร์มองว่าหุ้นค้าปลีกในตลาดไทยตอนนี้หลายตัวมีมูลค่าสูงเกินจริง ทำให้เขาปรับลดน้ำหนักลงเหลือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย พร้อมแนะให้นักลงทุนมองหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ไว้ เพราะยังมีมูลค่าสมเหตุสมผล และน่าเข้าไปซื้อถ้าตลาดปรับตัวลง ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานตอนนี้ราคาถูกมาก น่าจะมีนักลงทุนเข้าไปเล่นหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น ขณะที่ครึ่งหลังปีนี้คาดว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารจะให้ผลประกอบการดี
@เฮดจ์ฟันด์ซื้อดันหุ้นไทยพุ่ง
ขณะที่ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการเครดิตลียองเนส์ ซีเคียวริตี้ส์ หรือ ซีแอลเอสเอ วาณิชธนกิจชั้นนำจากยุโรป กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นร้อนแรงในสัปดาห์ก่อน เป็นผลจากมีเฮดจ์ฟันด์ หรือ กองทุนเก็งกำไร เข้ามาเทรดมาก และกองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักถือหุ้นไว้ระยะยาวมากกว่าเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีการเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) และหุ้นบริษัทซีพีออลล์ (CPALL)
นอกจากนี้เขายังเห็นแรงเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี รวมทั้งหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และเขาคิดว่าตลาดหุ้นไทยรอบนี้ดัชนีน่าจะขึ้นไปถึงระดับ 1,600-1,700 จุด และกรณีที่ดัชนีหุ้นไทยปัจจุบันขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 1,500 จุดนี้ ทำให้ราคาเทียบกำไร หรือ ค่าพีอีเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า ซึ่งคิดว่ายังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบค่าพีอีเฉลี่ยของตลาดอาเซียนที่ขึ้นไปได้สูงถึง 15 เท่า ส่วนหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาซื้อนั้น น่าจะเป็นกลุ่มธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นพลังงาน ซึ่งเป็นความเห็นสอดรับกับแมคไกวร์
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชีย (8 ก.พ.) ดัชนีหุ้นไทยลดลง 0.17% หรือลดลง 2.51 จุด ปิดที่ 1,497.30 จุด ดัชนีนิกเคอิลดลง 1.8% ปิดที่ 11,153.16 จุด ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ปรับขึ้น 0.99% ปิดที่ 1,950.90 จุด ดัชนีหุ้นจีนที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ ปรับขึ้น 0.57% ปิดที่ 2,432.42 จุด ดัชนีหุ้นฮ่องกงลดลงปรับขึ้น 38.16 จุด ปิดที่ 23,215.16 จุด ดัชนีหุ้นออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 0.72% ปิดที่ 4,971.3 จุด และดัชนีหุ้นนิวซีแลนด์ ปรับขึ้น 0.73% ปิดที่ 4,225.72 จุด





