Coming soon หุ้นอนันดา “ชานนท์ เรืองกฤตยา” กล้าการันตี

Coming soon หุ้นอนันดา “ชานนท์ เรืองกฤตยา” กล้าการันตี

ความในใจ “ทำไมหุ้นไม่เหนือจอง” ผ่านปาก “โก้” ชานนท์ เรืองกฤตยา “เมื่อรายย่อยเข้าใจ ราคาหุ้น ANAN ติดสปีดแน่” นี่คือประโยคยืนยันจากใจเจ้าของ

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” (ANAN) ของ “หนุ่มโก้” ชานนท์ เรืองกฤตยา ลูกชายคนโตของ “ชนัฏ เรืองกฤตยา” เจ้าของอาณาจักร “วินด์มิลด์” ย่านบางนา-ตราด มูลค่าหลักพันล้านบาท กลายเป็นหุ้นไอพีโอ “ลูกเป็ดขี้เหร่” ประจำปี 2555 รายเดียวที่ราคาหุ้นเปิดต่ำจอง เปิดตลาด 4.14 บาท ลดลง 0.06 บาท จากราคาจอง 4.20 บาท ตัวเลขขาดทุนสะสม 676 ล้านบาท ณ ไตรมาส 3 ปี 2555 และหนี้สินรวม 7,909 ล้านบาท อาจเห็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายย่อย “เมินหน้าหนี”

โดย “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” ถือเป็นหุ้นไอพีโอตัวแรกที่นำหลักเกณฑ์มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาด (Market Capitalization) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญที่เพิ่มโอกาสระดมทุนให้บริษัทที่มีมาร์เก็ตแคป ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ แม้จะมีผลขาดทุน “สอบไม่ผ่าน” มาใช้ หลังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไฟเขียวให้ใช้หลักเกณฑ์นี้ได้ตั้งแต่เดือนพ.ย.2555 โดยหุ้น เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ของ “สรพจน์ เตชะไกรศรี” ที่เตรียมจ่อคิวขายหุ้นไอพีโอจำนวน 600 ล้านบาทในเร็ววันนี้ จะเป็นหุ้นไอพีโอตัวต่อไปที่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว

“กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” มีโอกาสนั่งคุยกับ “หนุ่มโก้” ระหว่างนั่งเรือข้ามฟากจากมาเก๊าไปเกาะฮ่องกง เขาถือโอกาสเล่าประวัติชีวิตฉบับย่อให้ฟังว่า เป็นลูกชายคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน ของตระกูลเรืองกฤตยา เติบโตและคลุกคลีอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงอายุ 8 ปี มีโอกาสไปเรียนซัมเมอร์ ด้วยไปอาศัยอยู่กับญาติในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ 2 เดือน อยู่ไปอยู่มาเริ่มรู้สึก “ติดใจ”บรรยากาศ คิดดูสิรถก็ไม่ติด แถมอากาศยังดีอีกต่างหาก ที่สำคัญโรงเรียนเขามีวิธีการเรียนการสอนไม่เหมือนใคร

ผมตัดสินใจเดินไปขออนุญาตคุณพ่อกับคุณแม่เรียนต่อทันที แรกๆท่านก็ไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปจัดการเรื่องเอกสารให้ (หัวเราะ) ผมเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกาจนจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ University of California at Berkeley ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณ 21 ปี

“ข้อดี” ของการเรียนเมืองนอก คือ เราได้เปิดหูเปิดตา ได้อยู่กับคนอเมริกันหลายๆสัญชาติ ทั้งผิวขาวและผิวดำ เรียกว่าได้ว่าเปิดโลกให้ตัวเอง ไม่ได้ยึดติดกับวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง ตอนเรียนอยู่อเมริกา ผมไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคุณหนูนะ ผมทำทุกอย่าง ช่วยล้างจานในร้านอาหารของญาติๆ เช็ด ถู ปลูกผัก ทำกับข้าวกินเอง ทำให้ตอนเรียนจบปริญญาตรี ผมมีเงินเก็บนิดหน่อย (ไม่ยอมบอกตัวเลข)

เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ผมก็บินกลับมาเมืองไทย เพราะอยากไปฝึกงานในบริษัท เอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) หรือ ฟินวัน ในตำแหน่งนักวิเคราะห์กลุ่มพลังงาน โชคดีช่วงนั้นเขาต้องการคนพอดี ทำงานได้เพียง 1 ปี เมืองไทยดันเจอวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ผมเลยขอครอบครัวไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านการเงินและการบัญชีระหว่างประเทศที่ London School of Economics ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นคิดในใจว่า “ปัญหานี้ท่าทางจะอีกยาว”

ถามว่าทำไมต้องเลือกเรียนสายเดิม ? ผมเห็นว่า “ไฟแนนซ์” มันมี “เสน่ห์” อีกอย่างผมอยากรู้ว่าทุนนิยมมันทำงานอย่างไร ทำไมต้องมีคนรวยคนจน เหตุใดบางประเทศจึงสามารถจัดสรรทรัพยากรได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ที่สำคัญวิชาเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นวิธีอยู่รอดของคนยุคสมัยนี้

ผมใช้เวลาเรียนปริญญาโทประมาณ 1 ปี จากนั้นก็บินกลับเมืองไทย เพราะต้องมาช่วยที่บ้านปรับโครงสร้างหนี้ ตอนนั้นคุณพ่อมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกือบๆ 30 แห่ง ซึ่งบางแห่งเกิดปัญหาหนี้สินตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ตอนโน่นที่บ้านยังทำสนามกอล์ฟหลากหลายแบรนด์ อาทิ กรีน วัลเลย์ ฯลฯ ล่าสุดท่านเพิ่งเปิดโครงการ ทอสคาน่า วัลเลย์ เขาใหญ่ ผมใช้เวลาปรับโครงสร้างต่างๆประมาณ 2-3 ปี ตอนนั้นใช้ความจริงใจกับทุกคนในการปรับหนี้ เรามองเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

เมื่อปรับโครงสร้างหนี้เสร็จ ผมก็ขอท่านออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง ตอนนั้นใช้ชื่อ “จีแอนด์จี ดีเวลลอปเม้นท์” ในปี 2542 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” ในปี 2546 “ทำไมไม่ทำงานช่วยครอบครัว” หลายคนคงสงสัย ท่านชอบทำโครงการหรูหรา แต่ใจผมอยากทำระดับกลางมากกว่า หาลูกค้าง่าย แถมขายคล่องกว่า

โครงการอนันดา บีชไลฟ์ บางนา กม.10.5 มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท เป็นโครงการแห่งแรกที่ผมลงมือทำเอง เปิดขายวันแรกกระแสตอบรับดีมาก ตอนนั้นคิดในใจ “ท่าทางเราจะเดินมาถูกทาง” จากนั้นก็ขยายโครงการมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้มีพี่สาวคนโต ซึ่งอายุห่างกัน 2 ปี มาช่วยดูแลเรื่องจัดซื้อ ส่วนน้องสาวอีกคน ก็มาช่วยดูแลงานเหมือนกัน

ถามตรงๆว่า เรียนจบด้านไฟแนนซ์ แต่ทำไมถึงบริหารให้ฐานะการเงินติดลบ !!! ทันทีที่สิ้นสุดคำถามแรงๆ “ชานนท์” สวนกลับด้วยใบหน้าเรียบนิ่งว่า นั่นเป็นความเข้าใจผิด การที่ฐานะการเงินของเราขึ้น “ตัวแดง” (ปี 2554 ขาดทุนสุทธิ 317 ล้านบาท งวด 9 เดือนของปี 2555 ขาดทุน 314 ล้านบาท) ไม่ได้เกิดจากข้อผิดพลาดของเรา

แต่เป็นการขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการซื้อหุ้น อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ วัน (ADO) จำนวน 6,484,906 หุ้น กลับคืนมา นักลงทุนต้องวิเคราะห์ให้ออก เวลาเราซื้อแบรนด์ใหม่มามันต้องมี “ค่าความนิยม” หรือ Goodwill (คุณค่าที่เกิดขึ้นจนเป็นค่าความนิยม) เกิดขึ้น

เชื่อมั้ยวันแรก (ไตรมาส 3/2555) ที่เราซื้อหุ้น ADO คืนมา ผมโดนชาร์ททันที 1,500 ล้านบาท ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 220 ล้านบาท ในช่วงสิ้นปี 2555 ถามว่าตัวเลขทางบัญชีจะหมดช่วงไหน? ภายใน 6 เดือนแรกของปี 2556 ก็เคลียร์หมดแล้ว ฉะนั้น “สิ้นปี 2556 เราจะกลับมาโชว์ตัวเลขปกติ” เขาเชื่อมั่น

ชานนท์ ยังบอกว่า ที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยอาจเข้าใจเรื่องนี้ยากสักหน่อย แต่นักลงทุนสถาบันเขาเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว “ข้อเสีย” ของนักลงทุนรายย่อย คือ เล่นหุ้นตามกระแส คุณควรศึกษารายละเอียด อ่านบทวิเคราะห์ และหนังสือชี้ชวนให้ดีเสียก่อน (เขาระบายความในใจ) บางคนอาจรู้สึกว่า ทำไม 56-1 เล่มหนา เล่มใหญ่ ดูไม่น่าสนใจ น่ากลัว แต่ก่อนลงทุนคุณต้องอ่าน มันสำคัญจริงๆนะ

บทวิเคราะห์อ่านง่ายๆ ก็มีเยอะแยะ อย่างของบล.บัวหลวง (ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น ANAN) ก็โอเค เขารู้ที่มาที่ไปของเราเป็นอย่างดี ถ้าเราไม่มีศักยภาพจริงๆเขาคงไม่เอาชื่อเสียงตัวเองมาเสี่ยงหรอกจริงมั้ย!!

นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เขามีความเชี่ยวชาญ เฉลียวฉลาด ถ้าเราไม่ดีจริง เขาจะมาลงทุนกับเราทำไม ใช่มั้ย ! ผมอยากให้นักลงทุนรายย่อยเข้าใจ วันนี้สิ่งที่เราทำได้ คือ ชี้แจงเรื่องต่างๆผ่านสื่อมวลชน ผมอธิบายหมดทุกอย่าง สุดท้ายแล้วแต่นักลงทุนจะพิจารณา

“ความเข้าใจผิด ที่ทำให้ราคาหุ้น ANAN ไม่เคยสูงกว่าจองสักที ผมรู้ดี แต่เมื่อวันหนึ่งเขาเริ่มเข้าใจเห็นแล้วว่า อนาคตเราจะหน้าตาดีอย่างไร ราคาหุ้นก็คงมาเอง”

“หนุ่มโก้” ตอบคำถาม อีก 3-5 ปีข้างหน้า อยากเห็นบริษัทหน้าตาเป็นอย่างไร? ข้อแรก เราต้องพยายามรักษามาร์เก็ตแชร์ คอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยว แนวรถไฟฟ้า ให้ยังคงเป็น Market Reader ต่อไป ทุกวันนี้เรามีมาร์เก็ตแชร์คอนโดมิเนียม แนวรถไฟฟ้าเป็นอันดับ 1 ประมาณ 30-40%

ข้อสอง เราต้องพัฒนาคอนเซ็ปต์การก่อสร้างให้มีคุณภาพ มีสปีดที่ดี และสร้างผลตอบแทน (IRR) “เร็ว คุ้มค่า” ราวๆ 20-30% หลังหักภาษีต่อโครงการ สุดท้าย คือ บริษัทจะพยายามใช้เทคนิคการก่อสร้างใหม่ๆ เช่น การก่อสร้างแบบ “พรีแฟบ” (ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป) เพื่อช่วยลดการใช้แรงงาน และบริหารความเสี่ยง ตอนนี้ทีมงานกำลังจัดทำรายละเอียดว่า “พรีแฟบ” จะช่วยลดต้นทุนต่างๆได้ในอัตราเท่าไร

“หนุ่มวัย 38 ปี” เล่าต่อว่า เราจะพยายามสร้างผลประกอบการให้เติบโตปีละ 25% (เขาแอบบอกตัวเลขเติบโตบางอย่าง แต่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้) ถามว่าตัวเลขเติบโต ตั้งอยู่ภายใต้สมมติฐานอะไร? เราต้องเปิดโครงการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยมูลค่าประมาณ 25,000-30,000 ล้านบาท อย่างในปี 2556 เราเปิดโครงการใหม่ 13 แห่ง มูลค่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตจะเกิดขึ้นในปี 2557-2558 ฉะนั้นของในกระเป๋าวันนี้เรามีเกือบครบแล้ว อีก 2 ปีข้างหน้า เราไม่เดือดร้อน...

อนาคตเรายังคงเน้นแบรนด์ อีไดโอ (IDEO) เหมือนเดิม ล่าสุดเพิ่งเปิดแบรนด์น้องใหม่ “เอลลิโอ” (ELIO) เน้นคอนเซ็ปต์คอนโดมิเนียม ติดแนวรถไฟฟ้าระยะห่างไม่เกิน 600 เมตร จากสถานี โดยเตรียมเปิดตัวโครงการแรก ในย่านสุขุมวิท 64 ช่วงต้นเดือนมี.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท

แต่ละปีเราไม่จำเป็นต้องเปิดแบรนด์ใหม่ ถูกต้องแบรนด์ใหม่สำคัญมาก แต่ปริมาณแบรนด์ไม่สำคัญ พยายามอย่าใช้แบรนด์เยอะแยะเดี๋ยวผู้บริโภคจะสับสน ยิ่งน้อยยิ่งดี วันนี้และอนาคตสั้นๆยังคงเน้นทำโครงการระดับกลาง เรายังไม่มีแผนทำระดับสูง อาจมีแตะๆบางนิดหน่อย เพื่อไม่ให้ตกกระแส

“อีกหน่อยเราจะหันมาทำบ้านเดี่ยวราคา 2-3 ล้านบาท สัดส่วนน่าจะอยู่ราวๆ 30% ที่เหลือเป็นคอนโดแนวรถไฟฟ้า 70% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนคอนโด 80%และบ้านเดี่ยว 20% ถามว่า “ทำไมต้องทำ” เพราะรถไฟฟ้ากำลังจะขยายไปชานเมืองมากขึ้น ตอนนี้เริ่มดูที่ดินแล้ว พวกสำนักงานให้เช่ายังไม่คิดจะทำในเร็วๆวันนี้"

“ชานนท์” ย้ำชัดๆอีกครั้งเกี่ยวกับผลประกอบการในปี 2556 ว่า รายได้จะกระโดดเด้งจาก 5,000 ล้านบาท ในปี 2555 เป็น 12,000 ล้านบาท เพราะเตรียมโอนคอนโดมิเนียม ไอดีโอ โมบิ จำนวน 4 แห่ง มูลค่า 6,700 ล้านบาท และคอนโด ภายใต้พอร์ต AD2 มูลค่า 2,800 ล้านบาท เน้นโครงการ Ashton-Morph 38 รวมถึงโครงการบ้านเดี่ยว ภายใต้แบรนด์ Atooll จำนวน 7 แห่ง มูลค่า 2,500 ล้านบาท

โครงการใหม่ 13 แห่ง ที่บริษัทเตรียมเปิดในปี 2556 แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 7 แห่ง ภายใต้แบรนด์ เอโทลล์ และคอนโดมิเนียม 6 แห่ง ภายใต้แบรนด์ ไอดีโอ ถามว่าต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร น่าจะประมาณ 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อที่ดิน 5,500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าก่อสร้าง

“ยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมกำลังลงมือทำ การมีพันธมิตรที่ดี ก็ถือเป็นงานใหญ่ของผม เขาจะเป็นใคร มาจากไหน ภายใน 3 เดือนแรกของปี 2556 จะมาเฉลย วันนี้เก็บเป็นความลับก่อน (หัวเราะ)”

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายกังวลว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจเกิด “ฟองสบู่” เพราะผู้ประกอบการแห่เปิดโครงการใหม่เพียบในปี 2556 แต่ชานนท์ไม่คิดแบบนั้น

วันนี้อุปสงค์อุปทานมีเท่าๆกัน สัญญาณร้ายๆยังไม่เห็น ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเขาระวังตัวกันอยู่แล้ว สมมติมีคนมาขอซื้อคอนโดรวดเดียว 10 ห้อง ถามว่าใครกล้าขาย!! ผมคนหนึ่งละไม่กล้า แต่ถ้าเขาใช้นอมินีซื้อ โอเคช่วงแรกๆเราคงไม่รู้ แต่โอนเมื่อไรความลับถูกเปิดเผยเมื่อนั้น ฉะนั้นในมุมของผมยังคงเชื่อว่าธุรกิจอสังหาฯจะขยายตัวต่อเนื่อง

“คุณพ่อลูกหนึ่ง” ทิ้งท้ายด้วยอาการเริ่มเมาเรือว่า...

ผมเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกตอนเรียนหนังสืออยู่ที่สหรัฐอเมริกา เปิดพอร์ตกี่บาทจำไม่ได้จริงๆ แต่ตอนโน่นไปขอยืมตังค์คุณแม่มาเล่นหุ้น (หัวเราะ) ช่วงนั้นชอบหุ้นเทคโนโลยี เพราะกลุ่มนี้ “ฮอตฮิต”สุดๆ เล่นแรกๆกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง สลับกันไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว เพราะไม่มีเวลาดูแลพอร์ต

ทุกวันนี้ผมออมเงิน ด้วยการซื้อตราสารหนี้ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-10% มูลค่าเท่าไร ขอไม่บอกดีกว่า (ยิ้ม) แต่ก็สูงระดับหนึ่ง สะสมที่ดินผมชอบอยู่แล้ว เพราะชำนาญที่สุด เขาจบบทสนทนาด้วยคำพูดที่ว่า..

"ขอไปยืนดูกระจกแก้อาการเมาเรือก่อนนะ”