วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก.ล.ต.เผยกองทุนลงทุนนอกแค่2หมื่นล้าน$

ก.ล.ต.ชี้กองทุนลงทุนนอกแค่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ จากโควตา 5 หมื่นล้านดอลลาร์ สถานการณ์ไม่น่าห่วง ส่วนใหญ่ปิดความเสี่ยงค่าเงิน

นายธวัชชัย พิทยโสภณ รักษาการผู้อำนวยการ ฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันวงเงินที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อนุญาตให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ภายในวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยมีการใช้วงเงินดังกล่าวเต็มวงเงิน เฉลี่ยจะใช้อยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นหลักกว่า 95% ของเงินลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด ที่เหลือเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนส่วนบุคคล และโบรกเกอร์

"แม้การนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศจะเป็นช่องทางหนึ่งในการลดผลกระทบของการแข็งค่าของเงินบาทได้แต่คงไม่มีผลอะไรมากนัก เพราะจำนวนเงินที่ออกไปลงทุนผ่านช่องทางนี้ไม่ได้มากอะไร และการจะดูแลการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนคงต้องมองในภาพรวมทั้งหมดประกอบกันด้วย"

ณ สิ้นเดือน ธ.ค.2555 มีเงินลงทุนในต่างประเทศรวมกันประมาณ 25,154 ล้านดอลลาร์ เป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมประมาณ 24,624 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 97.89% ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งหากในอนาคตวงเงินดังกล่าวถูกใช้จนเต็มก็สามารถไปขอเพิ่มวงเงินกับทาง ธปท.ได้ แต่เท่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการใช้เต็มวงเงินลงทุนที่ได้มาเลย

นายธวัชชัย กล่าวว่า กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ในปัจจุบันมีทั้งกองทุนที่ปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและไม่ปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นนักลงทุนก่อนจะไปลงทุนควรพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยเพราะการไปลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงเฉพาะของประเทศที่ไปลงทุน เป็นต้น

"จากการติดตามเงินลงทุนในต่างประเทศของกองทุนรวมในปัจจุบันไม่มีอะไรที่น่ากังวลเพราะในแง่ของสินทรัพย์ที่ไปลงทุนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเป็นเงินฝากและบัตรเงินฝากประมาณ 41.51% ,หุ้นกู้ต่างๆ ประมาณ 17.42% ,ตราสารหนี้อื่นๆ 18.54% และหน่วยลงทุน 14.04% ในขณะที่ไปลงทุนในหุ้นเพียง 1.08% เท่านั้น"

ขณะที่ประเทศที่นักลงทุนไทยไปลงทุนมากสุด ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 25.74% ,บราซิล 24.50% ,สหรัฐ 6.0% ,จีน 4.75% และฮ่องกง 4.53% ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่ในเกาหลีใต้เหมือนช่วงปี 2552 และปัจจุบันถ้าเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุ (Term Fund) ส่วนใหญ่ก็จะมีปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนอยู่แล้ว

ณ สิ้นธ.ค.2555 พบว่ากองทุน FIF ที่ไปลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดมีจำนวน 421 กองทุน มีสินทรัพย์สุทธิรวมกัน 604,973 ล้านบาท นั้น มีถึง 320 กองทุน มีสินทรัพย์สุทธิรวม 570,208 ล้านบาท ที่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนคิดเป็นเงินที่ใช้ป้องกันความเสี่ยง 553,288 ล้านบาท

ในขณะที่กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศบางส่วนมีจำนวน 361 กองทุน มีสินทรัพย์สุทธิรวมกัน 668,659 ล้านบาท มี 247 กองทุน มีสินทรัพย์สุทธิรวมกัน 587,906 ล้านบาท ที่มีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้เงินป้องกันความเสี่ยงไป 185,464 ล้านบาท ภาพรวมการลงทุนในต่างประเทศยังมีโอกาสเติบโตอีกมากขึ้นกับโอกาสในการลงทุนและความรู้ความเข้าใจของนักลงทุนเองด้วยเช่นกัน