วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 28 มกราคม- 1 กุมภาพันธ์ 2556

เงินบาทกลับมาแข็งค่า ขณะที่ หุ้นไทยปรับตัวสู่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 17 ปี

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้


อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น


๐ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.75% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน


ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75%


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ


๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.24% ในวันศุกร์ ทรงตัวเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยใน วันจันทร์ ตามการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ก่อนที่จะทรงตัวในช่วงกลางสัปดาห์ และปรับลดลงเล็กน้อยในวันศุกร์ ท่ามกลางเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างประเทศ


๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.98% ในวันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 1.95% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และราคาที่อยู่อาศัยสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพฤหัสบดี หลังเฟดยังคงยืนยันท่าทีในการดำเนินมาตรการซื้อพันธบัตร รวมทั้ง ข้อมูลการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 4/55 ที่หดตัวลง


ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)


๐ เงินบาทกลับมาแข็งค่า หลังอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 30.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้นำเข้า โดยการฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเป็นไปตามการส่งคำสั่งขายเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้ส่งออก และการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ นอกจากนี้ ความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนในช่วงปลายสัปดาห์ ก็เป็นปัจจัยช่วยหนุนเงินบาทด้วยเช่นกัน


๐ ในวันศุกร์ (1 ก.พ.) เงินบาทอยู่ที่ 29.78 เทียบกับระดับปิดตลาดในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ม.ค.) ที่ 29.89 บาทต่อดอลลาร์ฯ


๐ อย่างไรก็ดี นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อสัญญาณการเข้าดูแลความเคลื่อนไหวของเงินบาทจากทางการไทย (และสกุลเงินอื่นๆ จากทางการในเอเชีย) ซึ่งสะท้อนผ่านทิศทางเงินบาทที่ชะลอการแข็งค่า และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มสลับเข้ามาในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย หลังจากที่มีแรงซื้ออย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (4-8 ก.พ.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.70-29.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องติดตามสัญญาณการติดตามดูแลความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทของทางการไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคบริการเดือนม.ค. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ข้อมูลสต็อกสินค้าภาคค้าส่ง ยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนธ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ นักลงทุนอาจจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ ด้วยเช่นกัน


เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ


๐ เงินยูโรแข็งค่าต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 14 เดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากสัญญาณที่ดีขึ้นของทิศทางเศรษฐกิจยูโรโซนในเดือนม.ค. ที่สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิต ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซน รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งของเยอรมนี นอกจากนี้ การส่งสัญญาณดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็เพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน


๐ เงินเยนร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ และเงินยูโร โดยตลาดยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะถูกกดดันมากขึ้นให้ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในเชิงรุก เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ


๐ ในวันศุกร์ (1 ก.พ.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3640 เทียบกับ 1.3460 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ เงินเยนอยู่ที่ 92.16 อ่อนค่าจาก 90.90 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า


ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย


๐ ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 17 ปี ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,499.22 จุด เพิ่มขึ้น 2.59% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.15% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 58,735.88 ล้านบาท โดยบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 455.05 จุด เพิ่มขึ้น 0.40% จากสัปดาห์ก่อน


๐ ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงซื้อเพื่อเก็งกำไร และเงินทุนไหลเข้า ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในวันพฤหัสบดี จากแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/55 ที่หดตัวลง จากนั้นดัชนีปรับตัวขึ้นต่อในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับคืน รวมทั้งแรงหนุนจากแรงซื้อต่างชาติ


๐ สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้า ทั้งนี้ คงต้องติดตามข้อมูลภาคการผลิตของประเทศในยูโรโซน รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนี ISM ภาคบริการ และดุลการค้า ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,470 และ 1,447 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,515 และ 1,558 จุด ตามลำดับ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ


๐ ดัชนี DJIA ปรับลดลง หลังอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 4 ออกมาน่าผิดหวัง โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 13,596.02 จุด เพิ่มขึ้น 0.80% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัววันจันทร์ ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากราคาบ้านสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง หลังจีดีพีไตรมาส 4/55 หดตัวลง 0.1 % จากไตรมาสก่อนหน้า


ตลาดหุ้นญี่ปุ่น


๐ ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น แตะระดับสูงสุดในรอบ 33 เดือน จากมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัท โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 11,191.24 จุด เพิ่มขึ้น 2.42% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในวันจันทร์ จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัท ที่ได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินเยน