เจาะตลาด “The Masstige” โอกาสธุรกิจ"มหาชนคนมีระดับ"

เจาะตลาด “The Masstige”
โอกาสธุรกิจ"มหาชนคนมีระดับ"

รายได้ต่ำ รสนิยมสูง กระเป๋าเล็กแต่ใจใหญ่ สารพัดคำจำกัดความ “Masstige” ที่กำลังเป็น "1 ใน 3" ของผู้บริโภคหลักในอนาคต ที่ต้องเจาะใจ

หลายคนคงคุ้นกันดี กับลูกค้าไฮโซ กระเป๋าหนัก ผู้ชื่นชอบความหรูหรา และแบรนด์เนม นักการตลาดเรียกผู้บริโภคกลุ่มนี้ว่า “Prestige” ขณะเดียวกันก็ขนานนามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หรือ ลูกค้าตลาดๆ ผู้บริโภคทั่วๆ ไป ว่า “Mass”

แต่ท่ามกลางการหมุนเปลี่ยนของโลก มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยี ทำให้ “กลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลาง” (Middle Class) หรือผู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000-50,000 บาท เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวี่วัน คนกลุ่มนี้เองที่ต้องการบริโภคสินค้าที่ดี มีคุณภาพ แสวงหาชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยยินดีควักกระเป๋าจ่าย เพื่อแลกกับสินค้าและบริการที่ดีเยี่ยม ที่สะท้อนตัวตนของพวกเขา

ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ตลาด Mass และ Prestige เหล่านี้ ถูกขนานนามว่า “Masstige” หรือ ผู้ที่ต้องการบริโภคสินค้าที่ดูดี มีระดับ แต่ในราคาจับต้องได้

เราได้รู้จักชาวแมสทีจ ในงานสัมมนาการตลาดเชิงอภิปราย CMMU ครั้งที่ 11 โดยนิสิตวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่เลือกหัวข้อ “The Masstige..เจาะตลาดมหาชนคนมีระดับ” มาดึงดูดความสนใจของผู้ประกอบการและนักการตลาด

ประเดิมความน่าสนใจ ด้วยการเสนอข้อมูลการวิเคราะห์ของ SCB EIC ที่ระบุว่า ประชากรไทยซึ่งมีรายได้ระดับกลางและสูงจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 1994 มีประชากรกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 11% แต่ในปี 2007 พบว่าเพิ่มเป็น 18% และเมื่อคาดการณ์ไปในอนาคตมองว่า ปี 2020 จะมีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ มากถึง 41%

ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในด้าน “รสนิยมการบริโภค” และ “การจับจ่ายใช้สอย” โดยรับอิทธิพลจากเหล่า Trend Setter ในหลากหลายแวดวง ไม่ว่าจะเป็นดาราศิลปิน บุคคลที่มีชื่อเสียง ตลอดจนพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่สามารถสร้างกระแสการตลาดได้อย่างรวดเร็ว เวลาเดียวกันเรายังได้เห็นการหลั่งไหลของสินค้าและบริการในระดับลักชัวรี่ อย่าง Louis Vuitton, Hermes หรือสินค้าแฟชั่นที่จับกลุ่ม Premium Mass กลุ่มสินค้าและบริการระดับพรีเมี่ยม ที่เข้าถึงได้ในวงกว้างขึ้น อาทิ H&M, Zara หรือ Top Shop ซึ่งล้วนแต่กระตุ้นต่อมอยากของผู้บริโภคให้คุขึ้นได้ทั้งนั้น

เมื่อ Demand ฝั่งผู้บริโภค และ Supply จากผู้ผลิตสินค้ามาเจอกัน โอกาสทองของผู้ประกอบการจึงเกิดขึ้น !

“จากการตอบแบบสอบถามพบว่าในรายได้ 100% ชาวแมสทีจจะใช้จ่ายถึง 70% ทั้งนำไปชำระหนี้ ใช้จ่ายเพื่อตัวเองและครอบครัว ส่วน 30% คือการออมและการลงทุน ซึ่งการใช้จ่ายถึง 70% นั่นหมายถึงถ้าเขามีรายได้ 4 หมื่นบาท จะใช้จ่ายถึง 28,000 ต่อคน/เดือน และจากข้อมูลของ SCB EIC ที่ระบุว่ากลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางและสูงในกรุงเทพและปริมณฑลมีสูงถึง 2 ล้านคน ถ้า 1 ใน 4 นั้นเป็นแมสทีจ เท่ากับจะมีการใช้จ่ายสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน!”

พวกเขาบอกความน่าสนใจของผู้บริโภคที่ชื่อแมสทีจ และเริ่มฉายภาพให้เห็นการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาด ที่มุ่งมาจับตลาดกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เช่น ตลาดคอนโดมีเนียม หนึ่งไลฟ์สไตล์ที่ชาวแมสทีจเลือกใช้ชีวิต (สัดส่วนสูงถึง 36%) เพราะมองว่าตอบโจทย์ “Work hard, play hard” ของพวกเขา และการซื้อคอนโดยังถูกมองเป็นการลงทุนเพราะหากไม่อยู่ก็สามารถปล่อยเช่าได้

หนึ่งผู้เล่นในตลาด ที่เลือกปรับตัวเข้าหาแมสทีจ คือ “แสนสิริ” โดยปล่อย “คอนโดวายน์ บาย แสนสิริ” ในราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ชาวแมสทีจสามารถผ่อนซื้อได้ ด้วยโลเคชั่นติดรถไฟฟ้ารับไลฟ์สไตล์คนเมือง มีการสร้างอารมณ์ผ่านดีไซน์ห้องที่แตกต่างกัน สร้างสังคมออนไลน์ผ่านเฟชบุ้ค เวลาเดียวกันคือทำกิจกรรมสำหรับเอาใจลูกบ้านนักช้อป ด้วยการนำสินค้าแบรนด์เนมมาจัดเซลส์ ซึ่งได้ใจจากชาวแมสทีจไปเต็มๆ

ชาวแมสทีจ ต้องการความแตกต่าง แต่ความต่างนั้นยังต้องตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้ด้วย สำหรับการเลือกซื้อสินค้าส่วนตัว 3 อันดับแรกที่พวกเขาจะคำนึงถึง คือ “คุณภาพ” “คุณสมบัติ” และ “ราคา”

สินค้าที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุด คือ สินค้าแฟชั่น เพราะมองว่าสามารถบ่งบอกตัวตนได้ (88%) แสดงออกถึงสถานะทางสังคม (80%) สำหรับหนุ่มแทสทีจ ยกความสำคัญให้กับ เสื้อผ้า รองเท้า และนาฬิกา โดยให้ความสำคัญกับ ดีไซน์ มาเป็นอันดับแรก เรียกว่ารูปลักษณ์ต้องดี ดีไซน์ต้องโดน ต้องเรียบหรู และดูเด็ก ส่วนหญิงสาวก็ต้อง เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า โดยคุณภาพต้องดี ราคาต้องใช่ และดีไซน์ต้องโดนเช่นเดียวกัน

หนึ่งในกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงกับหนุ่มแมสทีจ คือ มีรายได้เพียง 25,000 บาทต่อเดือน แต่ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์เรือนละกว่า 3 แสนบาท โดยการผ่อนกับที่บ้านเป็นเวลาถึง 5 ปี!

เหตุผลก็แค่..ใส่แล้วรู้สึกภูมิใจ และยิ่งภูมิใจมากขึ้น เมื่อคนอื่นมองแล้วอิจฉา !

“เขาบอกว่า นาฬิกาเหมือนความฝันบนข้อมือ เขาฝันอยากได้นาฬิกาข้อมือโรแล็กซ์ เมื่อได้มาครอบครอง เวลามองนาฬิกา ก็เหมือนมองความฝันของตัวเองบนข้อมือนั่นเอง”

อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นสำหรับหนุ่มสาวชาวแมสทีจ

แม้กระทั่งตื่นไปรอคอลเลคชั่นใหม่ของแบรนด์ในใจตั้งแต่ตี 4 ต่อให้เงินน้อยแต่ก็ยอมใช้ระบบผ่อน เพื่อจะได้ครอบครองแบรนด์สุดหรู ไปนั่งร้านสุดชิลเพียงเพราะจะได้ถ่ายรูปไปแชร์เพื่อนๆ ในเฟชบุ๊ค หรือ Instragram ใส่เสื้อแบรนด์เนมเพราะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเมเนเจอร์ไม่ใช่พนักงานต๊อกต๋อย พกไอโฟนเพราะอยากแค่มีไว้โชว์ ไม่ตกกระแส แม้จะไม่เคยใช้แอพลิเคชั่นในนั้นเลยก็ตาม!

“การส่งเสริมการขายที่ชาวแมสทีจชอบมาก คือ การการันตีสินค้า ลดราคาเป็น % ซึ่งมองว่าสินค้าแฟชั่นลดแค่ 20% พวกเขาก็ว้าวแล้ว แต่ถ้าลดถึง 50-70% กลับถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ต่อมาคือ การผ่อน 0% เพราะจะทำให้เขาเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงได้”

แต่ในความเหมือนก็ยังมีความต่าง เอาให้ง่ายขึ้นพวกเขาจึงแบ่ง พลเมืองแมสทีจ ออกเป็น 4 กลุ่ม

1.Simple seeker ซึ่งมีอยู่ 27% กลุ่มคนที่มองหาความเรียบง่าย และชีวิตสบายๆ โดยมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มอง วันนี้ มากกว่า อนาคต คล้อยตามกระแสบ้าง แต่ไม่ขนาดเข้าเส้น ต้องการอยู่อย่างสบายและไม่ได้ต้องการยอมรับจากคนรอบข้างมากนัก การซื้อสินค้ามองที่ความจำในการใช้งานเป็นหลัก

Tips ในการเข้าหาคนกลุ่มนี้ คือ สร้างโอกาสในการใช้สินค้าให้พวกเขาเห็นและให้เหตุผลในการซื้อ ส่วนโปรโมชั่น เนื่องจากกลุ่มนี้ชอบความสบายๆ โปรจึงต้องใช้ได้ทันที ลดทันที ประเภทสะสมแต้มกลุ่มนี้ไม่ปลื้มเพราะจะลืมใช้

2.Native Choosy กลุ่มนี้มีอยู่ 26% น่าสนใจตรงนิยมบริโภคของในประเทศ และมองหาความคุ้มค่า ซื้อสินค้าไทย แต่ไม่ใช่ของโอทอป แต่เป็นสินค้าไทยที่โก้เก๋ โดยมองว่าสินค้าอินเตอร์ค่อนข้างแพง เอื้อมไม่ถึง รวมถึงคุณภาพก็อาจไม่ดีเท่าของไทยด้วย กลุ่มนี้เมื่อซื้อสินค้า จะมีความจงรักภักดี ซื้อแล้วก็จะใช้ยี่ห้อเดิมต่อไป และชอบบอกต่อ หากซื้อสินค้าราคาแพง ก็ต้องมั่นใจว่าคุ้มค่าต่อราคาที่จ่ายไป ซึ่งหากจับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ จะสร้างความจงรักภักดีในระยะยาว

ส่วน Tips เล็กๆ คือ กลุ่มนี้สนใจเรื่องโชคลาง พวกการเสี่ยงดวงใช้ได้กับกลุ่มนี้ ส่วนการจะครองใจก็ต้องสื่อสารชัดเจน คุณภาพเหมาะสมกับราคา สามารถที่จะสร้างความคุ้มค่าให้เกิดได้ โดยอาจให้ตัวอย่างสินค้าไปใช้ ทำประกันสินค้าที่ชัดเจนและอย่ามีเงื่อนไขมากนัก รวมถึงมีบริการดี พนักงานจำลูกค้าได้ ก็จะ “โดน” มากมายกับลูกค้ากลุ่มนี้

3.Material Crazy ซึ่งมีอยู่ 24% กลุ่มนี้ชอบความ หรูหรา ฟู่ฟ่า และอินเทรนด์ ซื้อของแบรนด์เนมตามกระแสเกาะติดแฟชั่น อะไรอัพเดท ต้องมีไว้ครอบครองทันที แคร์สายตาคนรอบข้าง เวลาใช้สินค้าก็จะดูว่าตนเองทัดเทียมกับคนอื่นๆ หรือไม่ ถ้าชื่นชมใคร ก็มักใช้แบรนด์เดียวกับคนนั้น ซึ่งการใช้พรีเซนเตอร์เป็นคนที่เขาชอบ ก็ตอบใจได้ตรงจุดนี้

ส่วน Tips ในการจับตลาดนี้ คือ ไม่ต้องสต๊อกสินค้ามากมาย เพราะกลุ่มนี้ ขี้เบื่อ ชอบตามกระแส และเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นอาจต้องออกเป็นคอนเลคชั่นใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ เพื่อให้เขาได้ของใหม่อยู่ตลอดเวลา และกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับ ดีไซน์ และรูปลักษณ์ภายนอกมากๆ ส่วนการใช้ Influencer หรือผู้มีอิทธิพลอย่าง บล็อกเกอร์ หรือดาราที่เป็น Trend Setter ต่างๆ สามารถใช้กับกลุ่มนี้ได้ ตลอดจนสร้างความพิเศษสำหรับคนกลุ่มนี้ โดยอาจจับมือกับโรงภาพยนตร์ เพื่อให้ดูหนังในราคาพิเศษ หรือมีที่จอดรถพิเศษ เพื่อสร้างความพิเศษให้กับแมสทีจกลุ่มนี้

ปิดท้ายกับ 4. Perfect Savvy ซึ่งมีอยู่ 23% โดยกลุ่มนี้มองภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ ทุกอย่างจึงต้องดูดีทุกระเบียดนิ้ว เป็นคนคิดเยอะ และมีการวางแผนชีวิต ให้ความสำคัญกับการศึกษา มองว่าการศึกษา จะทำให้ตัวเขาพัฒนาตัวเองได้เพิ่มขึ้น ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สนใจสุขภาพ และคุณภาพของสินค้า จะไม่ซื้อสินค้าในคุณภาพที่ต่ำ ซึ่งบริการหลังการขายต้องดี แม้ซื้อสินค้าไปแล้วก็ต้องดูแลเขา และไม่ชอบอะไรที่ซับซ้อน

กลยุทธ์ที่เวิร์คกับกลุ่มนี้ คือ การรับประกันคุณภาพสินค้า ที่ต้องชัดเจนเรื่องเงื่อนไข และให้ข้อมูลสินค้า ที่สำคัญต้องจริงใจกับคนกลุ่มนี้มาก เพราะกลุ่มนี้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาเท่านั้น

แล้วพอจะมีกลยุทธ์แบบไหนที่จะครองใจหนุ่มสาวแมสทีจ ทีมผู้วิจัยสรุปออกมาได้อย่างเก๋ไก๋ ว่า “ENVY” กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้น่าอิจฉา เพราะเป้าหมายของชาวแมสทีจ ก็คืออยากใช้ชีวิตที่คนอื่นรู้สึกอิจฉาตาร้อนนั่นเอง
เริ่มจาก E-Emotional คือ ต้องสร้างอารมณ์ให้กับสินค้า เพื่อเย้ายวนหรือดึงดูดให้ชาวแมสทีจ ซื้อสินค้าหรือบริการ ด้วยวิธี Sensory Marketing เรียกว่าจัดเต็มทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

“ทำได้ตั้งแต่ สร้างบรรยากาศของร้าน ด้วยธีมสี ดีไซน์ บรรยากาศการจัดวาง ทำร้านอาหารรสชาติต้องมีเอกลักษณ์ ร้านอื่นเลียนแบบไม่ได้ ใช้กลิ่นเย้ายวน สร้างอารมณ์ในสินค้า อย่าง ร้านกาแฟ สตาร์บัค ใช้กลิ่นทำให้คนอยากเข้าไปนั่ง ใช้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเสียงเพลง และเสียงพนักงานทักทาย เพื่อให้รู้ว่าร้านของเราเป็นร้านแบบนี้ และสัมผัส อย่างร้านอาหารที่ให้ลูกค้า Cook เอง เหล่านี้เป็นต้น”

N- Uniqueness คือ สร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ ชาวแมสทีจต้องการความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแบรนด์ต้องหาเอกลักษณ์ของตัวเองให้เจอให้ได้ แน่นอนว่าถ้าไม่มี ในอนาคตจะอยู่ลำบากมาก

V- Value Added คือ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า อย่าง รองเท้า flip flop รองเท้าเพื่อสุขภาพ ที่เติมเรื่องของแฟชั่นเข้าไปด้วย กลายเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่มีความเป็นแฟชั่น ซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ได้เพียงการใส่นวัตกรรมให้สินค้าเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างเรื่องราวหรือตำนานเล่าขานในแบรนด์ด้วย

ปิดท้ายกับ Y- Younger แบรนด์ต้องเด็กอยู่ตลอดเวลา เพราะชาวแมสทีจจะไม่ยอมแก่ จึงต้องปรับแบรนด์ของเราให้อยู่ในตลาดได้นานๆ หรือปรับแบรนด์ลูก เพื่อให้สดใหม่ไฉไลภายใต้แบรนด์ของเรา เหล่านี้เป็นต้น

ขบวนทัพที่มาพร้อมอาวุธ “กลยุทธ์สร้างความน่าอิจฉา” เพื่อให้เหล่าแมสทีจ..มหาชนคนมีระดับ ต้องพ่ายให้กับสินค้าและบริการของเราในที่สุด
...............................
ธุรกิจพิชิตตลาดแมสทีจ
“Reebonz”

ผู้จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูในออนไลน์ ที่ใช้ระบบผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ชาวแมสทีจได้เข้าถึงสินค้าราคาแพงได้ง่ายขึ้น “สมเกียรติ ไชยศุภรากุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทรีบอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายมากเพราะเส้นแบ่งระหว่าง Prestige กับ Masstige มันบางมาก คือมีความต้องการเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันที่กำลังซื้อเท่านั้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อ ณ วันนี้ ของ Masstige อาจยังไม่พอ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เขามี เขาก็จะขยับมาซื้อสินค้าระดับ Prestige ได้

“ถามว่าเป็นตลาดที่ดีไหม ดีแน่นอน และคนชั้นกลางบ้านเรา ตลาดใหญ่ว่า Prestige แต่ต้องบอกว่า ผู้บริโภคในตลาดนี้ฉลาดมากๆ เขาหาข้อมูลเยอะมาก ช่างเลือก และคิดเยอะ เป็นตลาดที่มีความท้าทาย แต่แน่นอนว่า ใครก็ตามที่สามารถจับตลาดนี้ได้ และยั่งยืนได้ ถือว่าทั้งเก่ง และเฮงมาก”

เขาบอกว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญกับ คุณภาพมาที่หนึ่ง ถ้าไม่มีคุณภาพ กินกลุ่มนี้ยากมาก เพราะเป็นลูกค้าที่เคี่ยวพอสมควร สอง บริการต้องดี และ สาม ต้องตอบได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราสะท้อนตัวตนของเขาได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ก็เตรียมโบกมือลาได้ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ “ไม่สน” สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเขา

-----------------------------------
Wine I Love You Bar & Bistro

ร้านไวน์นั่งชิลที่สร้างกระแสฮือฮา ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ถึงขนาดที่ลูกค้าต่อคิวกันเข้าร้าน อีกหนึ่งผู้ประกอบการที่ชัดเจนในการจับตลาดแมสทีจ ร้านไวน์ที่ราคาไม่แพง เน้นความคุ้มค่าของอาหารและเครื่องดื่ม เป็นความหรูหราที่ผู้บริโภคจับต้องได้ “รณกฤต พันธุ์ประภาส” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไวน์ ไอเลิฟยูจำกัด บอกว่าชาว Masstige เป็นคนช่างเลือก มีสไตล์ แต่ใช้เงินคุ้มค่า แม้ดื่มไวน์ก็ไม่ได้เน้นไวน์แพง ขอแค่รสชาติดี ราคารับได้ ลูกค้าช่างเลือก มีเหตุมีผล ฉลาดคิด และมีข้อมูล และเลือกไวน์ไอเลิฟยู เพราะเป็นร้านที่โชว์ได้ มาถึงก็ถ่ายรูปแชร์เพื่อนๆ ได้

“การเลือกโลเคชั่นเองก็สำคัญ เขาต้องรู้สึกว่านี่เป็นที่ของเขา ถ้าตั้งผิดที่ผิดทาง เราเจ๊งแน่นอน ต้องอยู่ในโลเคชั่นที่มันใช่จริงๆ ซึ่งแบรนด์ของเราเกิดขึ้นด้วยสองปัจจัย คือ เก่ง บวก เฮง เราเข้าใจเรื่องดีไซน์ เข้าใจโปรดักส์ มีนโยบายด้านราคาที่ดี คือของดีราคาสมเหตุสมผล”

โฮมแฟชั่นสโตร์แห่งใหม่ในไทย “ชิค รีพับบลิค” ที่แตกต่างและมีสไตล์และมุ่งขายความเป็นแฟชั่นที่เกี่ยวกับบ้าน โดยนิยามตัวเองว่าเป็น เฟอร์นิเจอร์ม็อดเทรด (Modtrad) การผสมผสานระหว่าง Modern และ Traditional พวกเขาหลีกหนีจากตลาด Mass ที่มีแต่เฟอร์นิเจอร์โมเดิร์น และ Premium ซึ่งเต็มไปด้วยสินค้าคลาสสิก แต่มามุ่งจับกลุ่ม Premium mass เน้นสินค้าคุณภาพดี ในราคาสมเหตุสมผล รองรับพลพรรคชาว Masstige โดยเฉพาะ

“สยามล จันทรนิยม” ผู้บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด บอกเราว่า ชาวแมสทีจใช้ทั้งเหตุผลและอารมณ์ในการตัดสินใจซื้อ พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับ การดีไซน์ ความต่างของวัสดุ คุณภาพสินค้า ลูกค้าต้องรู้สึกแปลกใหม่ ตื่นเต้นกับเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เคยเห็นที่อื่น แต่ดูดี ที่สำคัญคือราคาจับต้องได้

“ลูกค้าของเราเน้นเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน ชอบสินค้าที่แตกต่าง ไม่ใช่ของถูก แต่ต้องเป็นของที่คุ้มค่าคุ้มราคา”
เหล่าตัวอย่างการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เห็นช่องว่างและโอกาสในตลาดมหาชนคนมีระดับ