ไทยพาณิชย์หนุนลดดอกเบี้ยสกัดเงินไหลเข้าควบคู่ไปกับมาตรการหนุนไปลงทุนต่างแดน แนะแบงก์ชาติดูแลบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องคู่แข่ง
นายพชรพจน์ นันทรามาศ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านร่ายการ Morning News "กรุงเทพธุกิจทีวี" ในช่วงเช้าของวันนี้ (31 ม.ค.) ถึงกรณีที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดฟองสบู่ตลาดหุ้น และตราสารหนี้ ว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของนายวีรพงษ์ แม้ธปท.จะมี 3-4 มาตรการ ที่สนับสนุนให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ หรือสนับสนุนในการลดแรงกดดันการแข่งค่าของเงินบาท แต่ต้องยอมรับว่าส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ ต่างกันมาก ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีเงินเคลื่อนย้ายเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นไทย เพื่อทำกำไรส่วนต่างจากดอกเบี้ย
ทั่้งนี้ การลดดอกเบี้ยน่าจะสารถทำควบคู่ไปกับมาตรการลดแรงกดดันเงินบาทแข็งค่าของธปท. ได้ เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อในปีนี้น่าจะไม่รุนแรง หากเป็นไปตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธปท.คาดว่าเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% การลดดอกเบี้ยไม่น่าจะมีให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมากนัก
นอกจากนี้ นายพชรพจน์ ยังระบุด้วยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเข้าไปดูแลความผันผวนของค่าเงินบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่าประมาณ 2-3% ขณะที่คู่แข่งแข็งค่าไม่ถึง 1% ซึ่งทำให้ความสารถการแข่งขันส่งออกของไทยเสียเปรียบ
ส่วนเงินทุนไหลเข้าที่มาเก็งกำไรผ่านตลาดตราสารหนี้ ที่ขณะนี้ส่วนใหญ่เข้ามาพักในตราสารหนี้ระยะสั้น นายพชรพจน์ มองว่า ไม่น่ากังวลเท่ากับการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าคู่แข่ง เพราะกระทบกับการส่งออกของไทย
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในปีนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์มองว่า จะขยายตัวเพียง 7.5-8% โดยในช่วงครึ่งปีแรก ยังคงได้รับแรงกดดันจากปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ที่ยังไม่สู้ดีนัก
อย่างไรก็ตาม มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวประมาณ 4.9% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ของรัฐบาล






