พฤติกรรมคนไทยนิยม'สวยด่วน' ดันสินค้าสุขภาพ'พุ่ง'

พฤติกรรมคนไทยนิยม'สวยด่วน' ดันสินค้าสุขภาพ'พุ่ง'

กระแสสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีได้รับความสนใจจากคนไทยมากอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มอายุทั้งสังคมสูงวัยและวัยรุ่น

"มายด์แชร์" สำรวจและวิจัยพฤติกรรมคนไทยในปี 2556 ภายใต้เทรนด์ Health & Wellness 2013 พบคนไทยยังให้ความสำคัญกับสุขภาพแต่ใช้ชีวิตสวนทางจากวิถีคนเมือง การใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบจากการทำงาน

เริงฤทธิ์ จินดาพร ผู้อำนวยการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ มายด์แชร์ ประเทศไทย เอเยนซี่เครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร กล่าวว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพ จากการสำรวจและวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคไทย จำนวน 84% บอกว่ามีความสุขกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน อันเป็นผลจากนโยบายการดูแลสุขภาพของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคในปี 2544 ทำให้รายจ่ายด้านสุขภาพของประชาชนลดลงจาก 44% เหลือ 25% ในปี 2553

แม้ว่าคนไทยจะให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า คนไทยยังมีนิสัยที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพ เช่น ในปี 2551 สัดส่วนคนไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี 52% แต่ในปี 2555 อยู่ที่ 38% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเทรนด์เรื่อง “Nowism” และ “Technology” ทำให้ต้องใช้ชีวิตประจำวันที่ตรงกันข้าม
"พฤติกรรมคนไทยใส่ใจสุขภาพ แต่กลับทำในสิ่งตรงข้าม อีกทั้งต้องการมีสุขภาพดี และสวยด่วน โดยคิดว่าหากอยากสวยก็จะทำศัลยกรรมความงาม ที่ได้ผลรวดเร็วและสวยตามต้องการ และเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้คนมีสุขภาพดีได้"

ทางด้าน ปัทมวรรณ สถาพร หัวหน้าฝ่ายวางแผนและพัฒนาธุรกิจ มายด์แชร์ ประเทศไทย กล่าวว่าจากกระแสการดูแลสุขภาพของคนไทย และการก้าวสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทยในปี 2563 หรืออีก 8 ปีจากนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดูแลสุขภาพ ที่ประกอบไปด้วยวิตามิน ,สินค้าสมุนไพรไทย ,กลุ่มสินค้าฟังก์ชั่นนอลเพื่อสุขภาพ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและมูลค่าเพิ่มขึ้น คาดการณ์ปี 2556 มูลค่า 6.51 หมื่นล้านบาท, ปี 2557 มูลค่า 6.93 หมื่นล้านบาท, ปี 2558 มูลค่า 7.35 หมื่นล้านบาท

จากการสำรวจและวิจัยของมายด์แชร์ในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับกระแสสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง พบ 8 กระแสสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนไทย ประกอบด้วย
1.ความอ้วนกลายเป็นปัญหาที่พบทั่วไป จากการศึกษาพบว่ามีเพียง 26% ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอเทียบกับ 30% ในปี 2550 ซึ่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมืองกลายเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่เสริมสร้างสุขภาพที่ดี คาดว่าในปี 2558 ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีปัญหาความอ้วนราว 24 ล้านคน จากปี 2553 ที่มีจำนวน 22 ล้านคน แต่ทัศนคติของคนอ้วนในปัจจุบัน มองว่าสามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขมากขึ้น เพราะคิดว่า"อ้วนได้ก็ผอมได้" ด้วยมีเทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่มที่สามารถดูแลน้ำหนักได้

2.ความเครียดกลายเป็นปัญหาที่น่ากังวลกว่าความอ้วน การสำรวจในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาระบุว่าไทยเป็นประเทศที่ผู้บริหารมีความเครียดอยู่ในอันดับ 5 จาก 39 ประเทศอุตสาหกรรมของโลก โดยพบว่าปัญหาความเครียดมาจากปัจจัย 1.การเงิน 2. หน้าที่และความก้าวหน้าในการงาน 3.ความไม่แน่นอนทางการเมือง 4.ปัญหาครอบครัว และ 5.สิ่งแวดล้อม อีกทั้งการสำรวจของ ส.ส.ส. ปลายปี 2554 พบว่าวัยรุ่นกว่า 1 ล้านคนมีความรู้สึกซึมเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ และ 1 ใน 3 ของวัยรุ่นใช้ยาลดน้ำหนักและทำศัลยกรรมความงาม เพื่อให้ผอมและดูสวยงาม

3.กลุ่มผู้สูงวัยเป็นกลุ่มหลักดูแลสุขภาพ เนื่องจากคนไทยมีแนวโน้มมีอายุยืนยาวขึ้นและกลุ่มผู้สูงวัยจะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในอนาคต และกระตุ้นการเติบโตผลิตภัณฑ์สุขภาพ เนื่องจากมีกำลังซื้อสูงและตัดสินใจซื้อง่าย เพราะต้องการดูดีและอายุยืนยาว โดยธุรกิจที่จะเติบโตและมีแคมเปญการตลาดเจาะกลุ่ม Baby Boomer คือธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ทั้งโรงพยาบาล การดูแลสุขภาพ และอาหารเสริม ที่คาดว่ามูลค่าของธุรกิจนี้จะเติบโต 20-30%

4.แนวโน้มคนโสดและดูแลตัวเองได้ดีมีสูงขึ้น จากการศึกษาพบว่า 37% ของคนไทยมีสถานะโสด หย่าและม่าย ในขณะที่ 45% ของคู่แต่งงาน"ไม่มีลูก" โดยพบอีกว่าอัตราของคนโสด หย่าร้าง หรือแต่งงานแต่ไม่มีลูกมีจำนวนเพิ่มขึ้น ดังนั้นคนไทยจะหันมาใส่ใจสุขภาพและจับจ่ายผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น

5.กระแสความงามและสุขภาพดีแบบไม่ต้องรอ (NOWISM) จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบคนเมืองและความสวยงามตามกระแสสังคมในกลุ่ม"วัยรุ่น" ทำให้เป็นยุคทองของความงามแบบ"สั่งซื้อได้ ไม่ต้องรอ" และสวยด่วน ทำให้ธุรกิจความงาม การทำศัลยกรรมใบหน้า จะได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะกระแสการทำศัลยกรรมเทรนด์เกาหลี และเครื่องสำอางจากเกาหลี ซึ่งยังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความสนใจต่อเนื่อง

6.สูงสุดคืนสู่สามัญ (Back to Basic) จากการศึกษาพบว่าคนไทยหันไปให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น คาดว่าสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากความรู้พื้นบ้านจะมีมูลค่าถึง 1.4 หมื่นล้านบาทในปี 2558

7.ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจะเข้าใกล้สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (Product Blurring) กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ เช่น วิตามิน อาหารเสริม จะถูกนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เช่น เครื่องดื่มฟังก์ชั่นนอล และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคยิ่งมากขึ้น

8.เทคโนโลยีเอื้อต่อการรักษาสุขภาพที่ดีของประชากรด้วยตัวเอง พบว่าจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพได้ง่าย นอกจากผู้เชี่ยวชาญแล้วยังได้ข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง รวมถึงช่องทางการซื้อขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพก็ขยายตัวสู่ช่องทางออนไลน์ และใช้สมาร์ทโฟนเปิดรับข่าวสารตลอดเวลา อีกทั้งมีแอพพลิเคชั่นหลากหลายเกี่ยวกับการดูแลและตรวจเช็คสุขภาพ