วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดข้อจำกัดแบงก์ชาติ ไม่แทรกแซงค่าเงิน

เปิดฉากปีงูเล็ก ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 16 เดือน แตะ 29.75 บาท/ดอลลาร์ ส่งออกเริ่มครวญ...เปิดข้อจำกัดแบงก์ชาติ ไม่แทรกแซงค่าเงิน

เปิดศักราชใหม่ปี 2556 ไว้อย่างไม่น่าประทับใจนัก สำหรับ "ค่าเงินบาทไทย" เพราะในเวลานี้ดูเหมือนจะมี "แรงเก็งกำไร" เข้ามาอย่างหนักจากนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินบาทไทย "แข็งค่า" นำโด่งเป็นจ่าฝูงของภูมิภาค ทุบสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 16 เดือน โดยช่วงเวลาเพียงแค่ 15 วัน เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นแล้วราว 2.7% หรือปรับตัวขึ้นจากระดับ 30.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2555 มาอยู่ที่ระดับ 29.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แรงเก็งกำไรที่มีเข้ามาอย่างหนักหน่วงนี้ เป้าหมายหลักพุ่งตรงไปที่ตลาดตราสารหนี้ไทย โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น สะท้อนจากเม็ดเงินที่ไหลเข้าในตลาดดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีจนถึง วันที่ 16 ม.ค.56 มีรวม 5.9 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นถึง 5.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็มีเม็ดเงินไหลเข้าไม่น้อย โดยช่วงเวลาเดียวกันมียอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เงินทุนต่างชาติที่ "ล็อกเป้า" ไว้ในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นนั้น "นักวิเคราะห์การเงิน" บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จุดหมายปลายทางอยู่ที่ "ค่าเงินบาท" ซึ่งบางรายเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาแล้วว่า ประเทศไทยกำลัง "ถูกโจมตี" ค่าเงินอยู่หรือไม่ แต่ดูเหมือนคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นพูดคุยมากสุดในหมู่ "นักค้าเงิน" เวลานี้ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ "แบงก์ชาติ" หายไปไหน ..ทำไมจึงไม่เข้ามาดูแลค่าเงินบาท?

สำหรับคำถามข้อหลังนั้น หากกาง “งบการเงิน” ของแบงก์ชาติดู จะเข้าใจคำตอบเหล่านี้ดีขึ้น เพราะการเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของแบงก์ชาติด้วยการ “แทรกแซง” ค่าเงินนั้น “มีต้นทุน” อยู่ไม่น้อย เนื่องจากแบงก์ชาติต้องปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเพื่อรับแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมา

เงินดอลลาร์สหรัฐที่แบงก์ชาติรับแลกมานั้น จะอยู่ในรูปของ “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ตามกฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้นำไปลงทุนในสินทรัพย์ได้ไม่กี่ประเภท สินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ถือลงทุนโดยมากเป็นพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนในรูป “ดอกเบี้ยรับ” ของแบงก์ชาติ ณ ปัจจุบันจึงเฉลี่ยอยู่เพียงแค่ 1% เศษเท่านั้น

ในขณะที่ “เงินบาท” ซึ่งแบงก์ชาตินำออกไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมานั้น เงินจำนวนนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่ระบบ ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ตามมา คือ “ภาวะเงินเฟ้อ” และการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงที่มากเกินไปจนอาจนำไปสู่ปัญหา “ฟองสบู่” ในบางกลุ่มได้

ดังนั้นสิ่งที่แบงก์ชาติมักจะทำหลังการเข้าแทรกแซงในตลาดเงิน คือ ออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องเงินบาทที่ปล่อยออกไปนั้นกลับเข้ามา ..แน่นอนว่า การออกพันธบัตรย่อมมีต้นทุนในรูปของ “ดอกเบี้ยจ่าย” ที่แบงก์ชาติต้องจ่ายออกไป โดยดอกเบี้ยตรงนี้จะล้อไปกับดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.75%

เมื่อเปรียบเทียบ “ดอกเบี้ยรับ” ที่ได้อยู่ราว 1% เศษ เทียบกับ “ดอกเบี้ยจ่าย” ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% จะเห็นว่าแบงก์ชาติ “แบกต้นทุนส่วนต่าง” หรือที่เรียกกันว่า “Negative Carry” เอาไว้ไม่น้อย โดยส่วนต่างของต้นทุนตรงนี้ทำให้ “งบดุล” ของแบงก์ชาติมีผลขาดทุน ซึ่งเป็นการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่นับรวมกับ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” จากการชำระราคาที่เกิดจากการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน

ภาพเหล่านี้จะเห็นชัดเจนขึ้น ถ้าหยิบ “งบดุล” ของแบงก์ชาติขึ้นมาวางทาบกับ “ทุนสำรองฯ” โดยจะเห็นว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากการเข้าแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยในปี 2552 ทุนสำรองฯ อยู่ที่ระดับ 1.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีนั้นแบงก์ชาติมีผลขาดทุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่ปี 2553 ระดับทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีนั้นแบงก์ชาติมีผลขาดทุนจากส่วนต่างดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.01 หมื่นล้านบาท และในปี 2554 ระดับทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดขาดทุนจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายในปีเดียวกันนี้ ก็ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.4 หมื่นล้านบาท

เรื่องนี้ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเอง ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การเข้าแทรกแซงในตลาดการเงิน ถือว่ามีต้นทุนในการดำเนินการ ดังนั้นแบงก์ชาติจะเข้าดูแลในตลาดเงินต่อเมื่อสถานการณ์มีความจำเป็น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ชี้แจงตลอดว่า แบงก์ชาติต้องการให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาด และตามพื้นฐานของเศรษฐกิจที่มากขึ้น ดังนั้นการเข้าดูแลจึงจะทำต่อเมื่อเห็นว่าเงินบาทเคลื่อนไหวผิดไปจากสภาพปกติ หรือมีการแข็งค่าที่รวดเร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม “ประสาร” ยืนยันว่า ในส่วนของเครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ที่นำมาใช้ป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น แบงก์ชาติได้เตรียมความพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว และแบงก์ชาติก็จะไม่ผูกมัดตัวเองว่า จะไม่มีการใช้มาตรการเหล่านี้ด้วย
ในขณะที่ภาครัฐ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกเอาไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีที่ทำให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดเงินเกิดความผันผวน โดยจะปล่อยให้เงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด

กิตติรัตน์ ยังบอกด้วยว่า การผลักดันให้ค่าเงินบาทอ่อนลงนั้น จะใช้หลักวิธีธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ยังมีผู้ต้องการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากทั้งภาครัฐหรือภาคเอกชนเอง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับภาคเอกชนที่ต้องการลงทุนนำเข้าเครื่องจักรใหม่เพื่อมาพัฒนาศักยภาพการผลิต ขณะที่ภาครัฐก็มีแผนลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งต้องนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามแม้ “งบดุล” ของแบงก์ชาติในเวลานี้จะไม่เป็นใจให้เข้าแทรกแซงในตลาดเงินมากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าแบงก์ชาติจะทิ้งเครื่องมือเหล่านี้ไปเลย ซึ่งผู้ว่าการแบงก์ชาติระบุเรื่องนี้เอาไว้ชัดเจน

สอดคล้องกับคำยืนยันของ “ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ” รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ ด้านเสถียรภาพการเงิน ซึ่งย้ำว่า มาตรการ เข้าดูแลในตลาดเงินนั้น ยังถือเป็น “ออปชั่น” สำรองของทางแบงก์ชาติอยู่ โดยแบงก์ชาติพร้อมเข้าดูแลในตลาดเงิน หากเห็นว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และนอกจากเครื่องมือการเข้าดูแลในตลาดเงินแล้ว แบงก์ชาติยังได้เตรียมเครื่องมือในด้านอื่นๆ ไว้อย่างพร้อมเพรียง สามารถเลือกหยิบขึ้นมาใช้ได้ โดยขึ้นกับแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“เครื่องมือที่มี เราเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง Capital Flow Management หรือแม้แต่ถ้าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป เราก็เข้าไปดูแลได้ อันนี้ก็ยังเป็นออปชั่นสำรองอยู่ คือ เมนูเรามีหลากหลาย อยู่ที่จะหยิบอะไรมาใช้ ยืนยันว่าเครื่องมือเรามี และมีพอใช้”ผ่องเพ็ญระบุ

ดังนั้น.. ตราบใดที่ “แบงก์ชาติ” ยังไม่สามารถแก้ปัญหา “ภาระ” ที่มาพร้อมกับ “ทุนสำรองฯ” ที่เพิ่มขึ้นได้ เชื่อว่าจากนี้ไปคงไม่ได้เห็นการเข้าแทรกแซงในตลาดการเงินอย่างพร่ำเพรื่อ เว้นแต่ค่าเงินบาทในเวลานั้นถูกกระแทกให้เคลื่อนไหวผิดไปจากพื้นฐานที่ควรเป็น!