วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้น “เฟื่อง” รวย 2 เด้ง ผู้ซื้อ-ผู้ขาย !!!

กูรูชี้ ตลาดหุ้นไทยกำลัง “คึก” วงในเผยปีนี้ “บิ๊กคอร์ป" จะกลับใจวิ่งหาตลาดทุนเติมกระสุนลงทุนข้ามชาติ บนความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่” ซ้ำรอยปี 40

ดัชนี SET Index รอบสามปีที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 120% และสร้างผลตอบแทนที่ดีติดอันดับต้นๆของโลกติดต่อกันเช่นเดียวกับตลาดหุ้นในอาเซียนอื่นอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ นำไปสู่ความคาดหวังว่าจะได้เห็น “จุดสูงสุด” ของตลาดหุ้นไทยซึ่งเคยแตะระดับดัชนี 1,789 จุด ในวันที่ 4 มกราคม 2538 ลบ “ฝันร้าย” ของนักลงทุนรุ่นเก่าที่ติดดอยสูงนานเกือบ20ปี ท่ามกลางความคึกคักของตลาดหุ้นไทยในรอบ3-4ปีให้หลังยังได้สร้าง “เศรษฐีใหม่” จำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งผู้ขายหรือเจ้าของบริษัทก็มีความ “มั่งคั่ง” เพิ่มขึ้น ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่ รวมถึงผู้ที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นใหม่หรือไอพีโอต่าง “ยิ้ม” ออกถ้วนหน้าด้วยผลตอบแทนที่ได้จากการขายหุ้นวันแรกที่ "พุ่งเกินกว่า100%" มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาจอง

ตลาดหุ้นที่กำลังคึกคัก ทำให้บริษัทขนาดกลางหลายแห่งเตรียมจ่อเข้าตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้าและปีถัดไป เพราะสภาวะที่เป็น “กระทิง” นอกจากช่วยให้นักลงทุนสนใจหุ้นไอพีโอมากขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสขายหุ้นในราคาที่ “แพง” ขึ้นได้อีกด้วย นำไปสู่เม็ดเงินระดมทุนที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเชิญชวนให้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่ไม่เคยมองตลาดหุ้นมาก่อน เริ่มชายตามองเห็นโอกาสจากตลาดทุนที่ให้แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ

ตัวอย่างเช่น "เอ็มเค สุกี้" ซึ่งไม่เคยสนใจตลาดหุ้นมาก่อนแต่ก็ตัดสินใจที่จะเข้าตลาดหุ้นในเร็วๆนี้ โดยมีบล.เอเชียพลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน จุดประสงค์เพื่อระดมทุนไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ ทั้งนี้วงการที่ปรึกษาทางการเงินระบุว่ามีบริษัทขนาดใหญ่ระดับ "บิ๊กเนม"ที่เคยอยู่นอกตลาดหุ้นกำลัง “แต่งตัว” รอเข้าตลาดหุ้นอีกนับสิบบริษัท
รับรองได้ว่าได้ยินชื่อต้อง “ฮือฮา” แน่นอน !!

ขณะที่บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ได้วางแผน “เพิ่มทุน” หรือออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อระดมทุนมาใช้ในการขยายธุรกิจ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนในการระดมุทนต่ำลงตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่เลือกที่จะออกตราสารการเงินระยะยาวเพื่อ "ล๊อกต้นทุน"

ภาพรวมตลาดทุนไทยจึงอยู่ในสภาวะที่สร้างความมั่งคั่งได้ทั้ง "กลุ่มผู้ซื้อคือนักลงทุน" รวมถึง "กลุ่มผู้ขาย" คือเจ้าของบริษัท อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มที่จะพิสูจน์กลิ่น “ฟองสบู่” ที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ในฐานะนายกสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในอีก1-2ปีข้างหน้า เชื่อว่าจะยังคงเป็น “ขาขึ้น” โดยปี 2557 น่าจะได้เห็นจุดสูงสุดใหม่ของ SET Index หลังจากที่เคยสร้างจุดสูงสุดเดิมระดับ 1,700 จุดตั้งแต่ปี 2537 ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะสภาพคล่องยังมีทั่วโลก

ขณะที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ "เบน เบอร์นันเก้" ประกาศแล้วว่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะปี 2558 หากอเมริกาไม่ขึ้นดอกเบี้ย ยุโรปก็ยังขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ ทั่วโลกจึงอยู่ในสภาวะ "ดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องสูง" กลายเป็นปัจจัยหลักที่จะผลักดันตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวขึ้นได้ในเชิงพื้นฐาน

รวมถึงอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น บริษัทจดทะเบียนไทยก็มีแนวโน้มเชิงบวก โดยปี 2556 คาดว่าการเติบโตจะอยู่ระหว่าง 15-20% ทำให้ SET Index สามารถปรับตัวขึ้นไปได้ถึงจุด 1,450-1,500 จุด ภาพรวมตลาดหุ้นปี 2556 จึงยังมีอนาคตที่ดี

“การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ก็เป็นหนึ่งในตัวหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยให้เติบโตขึ้นนอกจากรายได้ในประเทศ และยังเป็นช่องทางในการระดมทุนขยายธุรกิจเพิ่มเติม เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยจึงเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน”

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรินิตี้ ประเมินว่า โอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะสร้างจุดสูงสุด 1,400-1,500 จุด ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากเป็นการเทรดที่ค่าพีอีเรโช 13.1 เท่าและน่าจะมีดาวน์ไซด์เพียงแค่ 1,180-1,200 จุดไม่เกินจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักคือกำไรสุทธิต่อหุ้นบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่จะเติบโต 17-18% โดยมาจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อยกู้มากขึ้น รวมถึงกลุ่มอาหาร อสังหาริมทรัพย์ สื่อ กลุ่มค้าปลีก วัสดุก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

เขายังเสริมด้วยว่า ปี 2556 ตลาดหุ้นยังมีจุดน่าสนใจคือ "หุ้นไอพีโอจะให้ผลตอบแทนที่สูงมาก" แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นคือบริษัทต่างๆจะทำ Backdoor Listing เพื่อเข้าตลาดหุ้นทางอ้อม เพราะตลาดหุ้นอยู่ในสภาวะกระทิงให้ผลตอบแทนที่ดี และสามารถระดมทุนได้ในในราคาดีรวมถึงหลายบริษัทก็จะคิดเพิ่มทุนด้วย หุ้นที่น่าสนใจคือหุ้นที่ P/BV ต่ำแต่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงจะได้รับความสนใจที่จะถูก Backdoor Listing หรือเทคโอเวอร์เพื่อเข้าตลาดหุ้นทางอ้อม

“ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกมากทั้งในแง่ผู้ลงทุนและบริษัทจดทะเบียนไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างไร เพราะเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่ดีมากขึ้น สองสามปีจากนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้น”

ด้านตลาดผู้ขายหรือบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ "สุวภา เจริญยิ่ง" กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.ธนชาต ให้มุมมองว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยกำลังเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตที่พึ่งพาแหล่งเงินกู้จากตลาดเงินในสัดส่วนที่สูง

โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจคือสมัยก่อนวิกฤติปี2540 ภาคธุรกิจพึ่งพาแต่ตลาดเงินถึง 90% ของระบบ แต่ตอนนี้สัดส่วนการพึ่งพาตลาดทุนเริ่มสูงขึ้น โดยปีที่ผ่านมาเนครั้งแรกที่ตลาดเงินและตลาดทุนมีสัดส่วนใกล้เคียงเมื่อเทียบกับขนาดจีดีพีของประเทศ 10 ล้านล้านบาท ถือได้ว่าเศรษฐกิจมีเสถียรภาพสูง

ปี2556 จึงเป็นโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่หรือไอพีโอ ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือ SET Index มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ MAI คาดว่า จะให้ผลตอบแทนที่ดีเนื่องจากมีความต้องการในตลาดสูง

“พูดได้เลยว่าตลาดไอพีโอจะมีสีสันมากที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเหมือนกับสมัยที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟูซึ่งเรารอวันนี้มานานแล้ว ขอให้เก็บเงินมาซื้อหุ้นไอพีโอได้เลย มูลค่าการระดมทุนมีตั้งแต่ระดับ 8,000-10,000 ล้านบาทขึ้นไป มีบริษัทดีๆขนาดใหญ่ที่ไม่เคยคิดที่จะเข้าตลาดหุ้นมาก่อนเพราะสภาวะตลาดมันยั่วยวนมากรวมถึงต้องการขยายการลงทุนไปต่างประเทศ

ทุกวันนี้ธุรกิจเวลามองการลงทุนต้องมองระดับภูมิภาค "โดยเฉพาะอาเซียนคือความหวัง" เราอยู่ในภูมิภาคที่น่าสนใจ คนอื่นต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลแต่เราเพียงแค่เดนข้ามรั้วก็ถึง ธุรกิจต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์"

นอกจากนี้ จะได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่พากันเพิ่มทุนจดทะเบียนและระดมเงินทุนมาใช้ในการลงทุน เนื่องจากตอนนี้ต้นทุนการเงินอยู่ในระดับต่ำ จะเริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์เริ่มออกหุ้นกู้ระยะยาว10ปี เพื่อที่จะล๊อกต้นทุนทางการเงินตัดความผันผวนออกไปได้ สังเกตได้ว่าบริษัทไหนที่ออกหุ้นกู้ระยะยาวแสดงว่ามีแผนธุรกิจที่จะลงทุนในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ปกติแล้วการลงทุนโครงการใหม่ๆควรจะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนหรือIRR ที่15% ถ้ามีต้นทุนการเงิน4-5% ในระยะยาวและถ้าบริหารมาร์จิ้นให้อยู่ที่ระดับ 10% ได้ก็จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

เธอ กล่าวว่าส่วนตัวแนะนำให้นักลงทุนซื้อ "บอนด์ระยะยาว" เก็บไว้ในพอร์ต อย่าไปมองว่าต้องถือเงินก้อนนั้นระยะยาว เพราะแนวคิดการลงทุนที่ถูกต้องจะต้องพิจารณาจากเงินที่มีอยู่ในเวลานั้น อย่าเพิ่งคิดไปไกลซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับก็มากกว่าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

“ปี2556 เราจะได้เห็นการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ ผลงานที่ดีนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะผู้บริหารไทยเราเก่งมากสามารถผ่านวิกฤติต่างๆมาได้ทุกครั้ง รวมถึงการซื้อและควบรวมกิจการจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจไม่ดีถึงจะควบรวมกิจการแต่จริงๆแล้วเศรษฐกิจดีถึงจะเกิดการควบรวมกิจการ เพราะสามารถขายได้ในราคาดีสามารถหาคนซื้อได้ง่าย ”
----------------
ตลาดหุ้นยังไม่ “ฟองสบู่”

ปี 2555 ถือว่าเป็นปีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถทำผลงานได้ดีติดอันดับต้นๆของโลก และสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งในรอบ16ปี พร้อมกับมูลค่าซื้อขายและค่าพีอีเรโชซึ่งเป็นตัววัดระดับความร้อนแรงของตลาดหุ้นที่สูงระดับ16 เท่า อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เกิดความกังวลว่าตลาดหุ้นกำลังจะเป็น “ฟองสบู่” หรือร้อนแรงเกินจริงหรือไม่

ประเด็นนี้ มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง โบรกเกอร์ที่มีมาร์เกตแชร์อันดับหนึ่งในประเทศ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2556 ยังน่าจะเติบโตขึ้นได้อีกโดยมีเป้าหมายดัชนีที่ 1,400-1,450 จุด และมีโอกาสที่จะขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง เพราะจากระดับดัชนีสิ้นปี 2555 ที่ 1,350 จุด จะขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเดิมที่ประมาณ 1,770 จุด คิดเป็นการเติบโต30% ไม่น่าจะยากเกินกว่าจะทำได้

ทั้งนี้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันยังห่างไกลจากคำว่า “ฟองสบู่” โดยดูจากเม็ดเงินกู้ยืมมาซื้อหุ้นหรือมาร์จิ้นโลนในช่วงปี 2540 มีสัดส่วนถึง 120,000-180,00 ล้านบาท เทียบกับมาร์เกตแคปเวลานั้น 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันมาร์จิ้นโลนทั้งระบบมีอยู่เพียงแค่ 40,000 ล้านบาท เทียบกับมาร์เกตแคปปัจจุบันประมาณ 11 ล้านล้านบาท ถือว่ายังน้อยมาก

นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนตอนนี้เฉลี่ยเพียงแค่ 1.1 เท่า เทียบกับสมัยปี 2540 ตอนนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 เท่าและหลังลอยตัวค่าเงินบาทอยู่ที่ 5.1เท่า แสดงว่านักธุรกิจไทยมีบทเรียนจากวิกฤติไม่คิดที่จะลงทุนอย่างเกินตัวอีก จึงสบายใจได้ว่าตลาดหุ้นยังไม่เฟื่องมากเกินไป

ด้าน วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ให้ทัศนะว่า ปัจจุบันนี้ตลาดหุ้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากทำให้ผู้คนต้องแสงหาการลงทุนทางเลือก เช่น หุ้นปันผลซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ดีมาก
“แม้ว่านักลงทุนรายย่อยจะให้ความสนใจมากแต่ตลาดหุ้นไทยยังห่างไกลจากคำว่าฟองสบู่ เนื่องจากตลาดหุ้นที่อยู่ในสภาวะดังกล่าวจะต้องมีมูลค่าตลาดหรือมาร์เกตแคปสูงกว่าจีดีพี เช่น มากกว่า 120-130% แต่ปัจจุบันนี้มาร์เกตแคปตลาดหุ้นไทยยังอยู่เพียงแค่ 94% ของจีดีพีเท่านั้นยังมีช่องว่างอีกมาก”

นอกจากนี้ การปล่อยมาร์จิ้นหรือกู้ยืมเงินมาลงทุนยังอยู่เพียงแค่ระดับ 10,000-20,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงก่อนต้มยำกุ้งที่มีถึง 2แสนล้านบาท ตอนนี้เงินที่ลงทุนส่วนใหญ่เป็นเงินออมและรายได้ของบริษัทจดทะเบียนที่โตขึ้นก็ช่วยพยุงดัชนีได้