background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

บัตรเดบิตดึงคนดัง เจาะคนรุ่นใหม่

บัตรเดบิตดึงคนดัง เจาะคนรุ่นใหม่

การได้พรีเซ็นเตอร์ดีๆ สักคนอาจทำให้สินค้า และบริการไปถึงดวงดาวได้อย่างไม่ยากนัก และถ้าหากพรีเซ็นเตอร์คนนั้นคือจัสติน บีเบอร์

หลายคนคงต้องพยักหน้าเห็นด้วย เพราะนักร้องขวัญใจวัยรุ่นคนนี้ติดดาวให้กับแบรนด์สินค้าไปไม่น้อยแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา

บิลมายแพเรนส์ บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเป็นเป้าหมาย เพิ่งจะจับเอาจัสติน บีเบอร์มาเซ็นสัญญาโปรโมทบัตรเดบิต ระบบพรีเพด โดยผู้บริหารคาดว่า ด้วยแฟนๆ ในเฟซบุ๊คที่มีมากถึง 50 ล้านคน และผู้ติดตามอีกกว่า 32 ล้านชื่อบนทวิตเตอร์ บีเบอร์ น่าจะเป็นแม่เหล็กตัวใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ ที่จะสร้างพลังมหาศาลให้กับการตลาดและแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้บีเบอร์โปรโมทบัตรเดบิตนี้ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งจะพูดเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเด็กรุ่นใหม่ในการใช้เงินที่ไม่เกินตัว และเป็นการถ่ายทอดผ่านทั้งบทสัมภาษณ์ รวมถึงวีดิโอด้วย

"เมื่อดูตลาดกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นเป้าหมายของแคมเปญบัตรเดบิตใบใหม่นี้ เราเชื่อว่า จัสติน บีเบอร์ น่าจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการตลาด และสามารถจูงใจให้วัยรุ่น รวมทั้งทำให้วัยรุ่นไปโน้มน้าวคุณพ่อคุณแม่ให้ทำบัตรใบนี้ให้กับพวกเขา" ไมค์ แมคคอยด์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บิลมายแพเรนส์ กล่าว

ภาพของบีเบอร์ จะไปปรากฏอยู่บนบัตร สเปนด์สมาร์ท (SpendSmart) เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งบิลมายแพเรนส์ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ และแคมเปญการตลาดนี้จะใช้และสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่บริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ที่ดูแลโครงการนี้อยู่ระบุว่าคงอีกไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้น สเปนด์สมาร์ท กำลังออกแบบบัตรเดบิตแบบใหม่ ในขณะที่อัตราค่าบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษต่างๆ ยังคงมีอยู่ครบถ้วน ในปัจจุบัน สเปนด์สมาร์ท สามารถใช้ที่ร้านค้าใดก็ได้ที่สามารถรับบัตรของมาสเตอร์การ์ดได้ แต่ก็จะต้องแลกมากับค่าบริการที่ไม่น้อยเลยไม่ว่าจะเป็นค่าบริการรายเดือน 3.95 ดอลลาร์
บริการเติมเงินจากบัญชีออมทรัพย์อื่นมาสู่บัญชีของบัตรเดบิต ที่ 2.95 ดอลลาร์ต่อครั้ง
ค่าบริการใช้เอทีเอ็มสำหรับการถอน ครั้งละ 1.50 ดอลลาร์ และค่าบริการเรียกดูรายการเดินบัญชี 0.5 ดอลลาร์
ค่าธรรมเนียมทำบัตรใหม่เมื่อบัตรหายอีก 7.95 ดอลลาร์

บัตรใหม่เอาใจวัยรุ่น
"ข้อดีของการใช้บัตรเดบิตคือ เราจะไม่เป็นหนี้แน่นอน" แกรี เดทไวร์เลอร์ นักวิเคราะห์ และที่ปรึกษาด้านการเงินส่วนบุคคล จากเครดิต ดอท คอม กล่าวและว่า เด็กๆ แค่ใช้เงินที่พวกเขามีอยู่ในบัญชีของบัตร ซึ่งนี่เป็นข้อดีอีกประการหนึ่ง เพราะเด็กๆ จะได้รู้จักจัดสรรรายได้ รายรับของตัวเอง กับรายจ่ายให้สมดุล

บัตรเดบิตตัวใหม่ที่ได้บีเบอร์มาเป็นพรีเซนเตอร์นั้น ผู้ปกครองจะมีอำนาจในการควบคุมการจ่ายของลูกแบบเต็มตัว พวกเขาต้องลงชื่ออนุมัติทุกครั้งที่มีการรูดบัตรจ่าย และเมื่อใช้บัตรในการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนใดๆ พ่อแม่ก็จะรับทราบ และอนุมัติว่าได้หรือไม่ผ่านระบบการตรวจสอบที่เชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งนั่นยังทำให้พ่อและแม่รู้รายการจ่ายเงินของลูกๆ ตลอดเวลาด้วย

หากมีรายจ่ายใดไม่ชอบมาพากล พ่อแม่สามารถโทรเข้าไปที่ระบบเพื่อขอระงับการใช้บัตรใบนั้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการตรวจสอบ และสามารถระงับการใช้บัตรกับร้านค้าบางร้านได้
บัตรเดบิต มองมุมต่าง

อย่างไรก็ดี บิล ฮาร์เดอร์คอฟ ซีอีโอของโลว์คาร์ดส์ ดอท คอม หนึ่งในผู้ที่ไม่ชอบระบบการทำงานของบัตรเครดิต หรือบัตรพรีเพดทั้งหลาย พร้อมทั้งตั้งคำถามกลับไปยังระบบการศึกษาที่มองคุณค่าของ "ประโยชน์" ของบัตรเติมเงิน และบัตรเดบิตแบบผิดๆ

“ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าการหันมาใช้บัตรเดบิตจะทำให้เด็กๆ มีความรับผิดชอบในเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้เอง สำหรับเด็กวัยรุ่น เราแน่ใจแล้วหรือว่า นี่เป็นวิธีที่ถูกต้องที่จะสอนพวกเขา" ฮาร์เดอร์คอฟ ตั้งคำถาม

จอห์น อุซไฮน์เมอร์ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และให้ความรู้กับผู้บริโภคจากสมาร์ทเครดิต ดอท คอม ชี้ให้เห็นว่า ค่าบริการใช้บัตรเดบิตนั้นราคากว่า 47 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเขามองว่า ในเมื่อใช้เงินของตัวเองที่มีอยู่ในบัตรแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าบริการเหล่านี้อีก และไม่ได้เป็นวิธีฉลาดที่จะสอนเด็กๆ วัยรุ่นให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อใช้เงินของตัวเอง

“ถือเป็นข้อความที่อันตรายมากที่จะส่งผ่านไปยังเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังก้าวเข้ามาสู่วัยที่ต้องจัดการบริหารเรื่องเงินๆ ทองๆ และจะพัฒนาไปสู่วัยที่รู้จักคำว่าเครดิต ในอนาคต" อุซไฮน์เมอร์ ระบุและว่า การจ่ายค่าบริการปีละ 50 เหรียญดูจะเป็นเรื่องเข้าท่ากว่า หากใช้บริการของบัตรเครดิต ซึ่งมีวงเงินให้ถึง 25,000 ดอลลาร์ เพราะนั่นคือการเอาเงินคนอื่นมาใช้

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินชี้ให้เห็นว่า บัตรเดบิต ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากไปกว่า การสร้างประวัติทางการเงินของตัวเองให้ใสสะอาด เพราะจะไม่มีการก่อหนี้เสีย หรือหนีหนี้ให้ระบบจดจำ และน่าจะดีกว่า ถ้าหากฝึกให้เด็กรู้จักใช้บัตรเครดิต โดยเริ่มจากวงเงินต่ำๆ ก่อน เพื่อให้เขารู้จักฝึกใจ และควบคุมตนเอง หรืออาจจะควบคุมการจ่ายโดยพ่อแม่ ผ่านลายเซ็นอนุมัติเป็นต้น

“ผมชอบแนวคิดแบบนั้นมากกว่า เพราะจะเป็นการให้บัตรเครดิต ไปพร้อมๆ กับการสอนไปด้วย สอนให้พวกเขารู้จักการใช้ที่ถูกต้องและเหมาะสม เมื่อวันหนึ่งที่พวกเขามีเงินของตัวเองใช้ พวกเขาจะเข้าใจวิธีการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้อง และสามารถบริหารเรื่องเงินๆทองๆ ของตัวเองได้"

บัตรเดบิตที่ใครก็ปรารถนา
ในช่วงที่ผ่านมาความต้องการบัตรเดบิตในตลาดสหรัฐพุ่งสูงขึ้นมาก ซึ่งข้อมูลของ เมอร์เคเตอร์ แอดไวเซอรี กรุ๊ป แสดงให้เห็นว่า มีลูกค้ามากกว่า 5,700ล้านราย ที่เข้ามาเป็นลูกค้าของระบบบัตรเดบิต ทำให้ธุรกิจนี้สามารถเก็บรายได้เป็นกอบเป็นกำ และมีการคาดการณ์ว่า รายได้จะมากถึง 16,800 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2558

ส่วนใหญ่แล้ว บัตรเดบิตจะตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่อยากจะเป็นหนี้ หรือบัตรเติมเงินก็จะเหมาะสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากเปิดบัญชีธนาคาร หรือผู้ที่ไม่มีหลักฐาน และระดับความมั่นคงทางการเงินมากพอที่จะเปิดบริการบัตรเครดิตของตนเอง
ดารา นักแสดงมากมายที่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของบัตรเดบิต บัตรพรีเพดเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ซูซี แอร์แมน เมจิค จอห์นสัน และรัสเซล ซิมมอน เป็นต้น ในขณะที่กฎของภาครัฐก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทผู้ให้บริการบัตรเดบิต และพรีเพดบางรายคิดค่าบริการมหาโหดตามใจชอบ ในขณะที่ผู้ให้บริการบางรายก็ออกตัวแรงด้วยการไม่คิดค่าบริการรายปี อย่างบัตรนกสีฟ้า จากอเมริกันเอ็กซ์เพรสที่วางจำหน่ายเฉพาะในวอลมาร์ทเท่านั้น

ในปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่การดึงคนดัง เซเลป หรือดารา มาเป็นแม่เหล็กให้กับวงการบัตรเดบิต เพื่อดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่ในระดับบน นักการตลาดก็เริ่มหั่นราคาค่าธรรมเนียม ค่าบริการรายปีอื่นๆ เพื่อดึงดูดใจพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นคนจ่ายทุกอย่างของกระบวนการนี้ด้วย