“แนวกิน” กินแนวรักษ์โลก

“แนวกิน” กินแนวรักษ์โลก

“แนวกิน”ทางเลือกใหม่ของอาหารว่างคุณภาพ ที่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีจากผู้ผลิตในท้องถิ่น ดำเนินธุรกิจอย่างเกื้อกูลทั้งต่อผู้คน และสิ่งแวดล้อม

เมนูขนมไทยหน้าตาดี เคียงคู่กาแฟสด นมและน้ำตาลทรายแดงปลอดสารเคมี เรียงรายยั่วน้ำลายผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ในช่วงเวลาหยุดรับเบรก ได้อย่างแปลกตาและน่าสนใจ

เจ้าของผลงานมีชื่อเรียกสุดเก๋ว่า “แนวกิน” Alternative Catering ธุรกิจรับจัดอาหารว่างนอกสถานที่น้องใหม่ ที่เปิดตัวมาได้ประมาณ 1 ปี และเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนของพวกเขา..

“ทุกครั้งที่มีการประชุมสัมมนา จะพบว่าอาหารว่างส่วนใหญ่มักไม่มีคุณภาพ มีแต่กาแฟซอง กับขนมไม่มีประโยชน์ ราคาก็ไม่ได้ถูกด้วย เราจึงต้องการทำเบรกที่ใส่ใจคุณภาพของอาหาร อย่างเลือกกาแฟสด นมสด และน้ำตาลทรายแดงที่เป็นอินทรีย์ และใช้ขนมไทยๆ จากชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยไปด้วย”

"กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา” ผู้ร่วมก่อตั้ง “แนวกิน” บอกเล่าที่มาของไอเดียดีๆ

เธอและเพื่อน ทำงานเป็น NGO และอยู่บนถนนเส้นนี้มาตั้งแต่สำเร็จการศึกษา มีโอกาสขับเคลื่อนประเด็นด้านสังคม ทำโครงการรณรงค์ กิน..เปลี่ยนโลก จึงสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องอาหารการกิน ตลอดจนรู้จักผู้ผลิตดีๆ อยู่จำนวนมาก

“งานของ NGO มีประชุมบ่อยมาก แต่พบว่าเบรกดีๆ ยังหายากมาก ในฐานะที่พวกเราก็ทานเองด้วย จึงคิดว่า น่าจะทำเบรกได้ดีกว่านี้ อย่างกาแฟดีๆ และใช้ขนมไทยซึ่งมีอยู่มากมาย ทั้ง ขนมไข่ สังขยา ข้าวต้มมัด ซึ่งพวกนี้ กินกับเบรกอร่อยหมด จึงเริ่มไปเสาะหาผู้ผลิตรายเล็กรายน้อย และลงขันกับเพื่อน 7-8 คน มาทำธุรกิจรับจัดอาหารว่างนอกสถานที่”

เป็นคนทำงานภาคสังคม แต่เลือกมาทำธุรกิจ แม้จะยังอยู่บนขา “ธุรกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ที่ประสงค์ดีต่อผู้คน โลก และสิ่งแวดล้อม แต่คำว่า “ธุรกิจ” ก็ดูจะขัดแย้งและแตกต่างจากงานเดิมอยู่มาก กิ่งกร บอกเราว่า หลักการและจุดยืนของแนวกิน คือ การทำอาหารปลอดภัย ที่ช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยอยู่ได้ ผู้บริโภคแม้ไม่ได้ต้องร่ำรวย แต่ก็มีสิทธิเข้าถึงอาหารดีๆ ที่สำคัญ คือ สามารถเป็นธุรกิจที่เลี้ยงชีพได้ อย่าง พออยู่ พอกิน

“เมื่อตั้งใจทำเป็นธุรกิจ ก็ต้องมีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยง ไม่ใช่จะต้องอุ้มกันตลอดไป เพราะธุรกิจเพื่อสังคม หัวใจคือ ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง” เธอบอกวิธีคิด

ธุรกิจอยู่ได้ ผู้ผลิตอยู่ได้ ผู้บริโภคอยู่ได้..คือจุดยืนของพวกเขา

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้กิจการไปรอดในเชิงธุรกิจ กิ่งกร บอกว่า ที่ NGO ส่วนใหญ่ทำธุรกิจแล้ว “เจ๊ง” ไม่ใช่แค่เรื่อง “อุดมการณ์” เหมือนที่ทุกคนคิด แต่คือ การขาดความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจ ซึ่งอาจไม่ใช่งานถนัดของ NGO

“โจทย์สำคัญคือ การประกอบธุรกิจต้องมีทักษะ มีองค์ความรู้ในการทำธุรกิจ เช่น ความรู้ด้านบัญชี การเงิน การตลาด ทำอย่างไรที่จะสามารถผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ ตอบโจทย์ตลาด ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจไม่ใช่ความถนัดของ NGO และเป็นความยากในการทำธุรกิจ ที่พวกเราไม่เคยฝึกฝนหรือมีประสบการณ์กันมาก่อน”

ออกตัวว่าไม่ใช่งานถนัด แต่เมื่อมีความตั้งใจดีเป็นเป้าหมาย ก็ต้องเปิดใจเรียนรู้ และพยายามพัฒนาบริการของตัวเองตลอดเวลา จากการทำงานแบบ “ตั้งรับ” ในปีแรก หมดเวลาไปกับการเสาะหาแหล่งผลิตดีๆ พอก้าวเข้าสู่ปีที่สอง ก็เริ่มมาคิดเรื่องการทำตลาดแบบ “เชิงรุก” มากขึ้น ทั้งการศึกษาตลาดและประชาสัมพันธ์ตัวเองให้มากขึ้น มีการหยิบช่องทางออนไลน์อย่างเฟชบุ้ค (facebook.com/naewkin) มาสร้างชุมชนคนรักอาหารว่างดีๆ เพื่อสื่อสารกับลูกค้า

“เริ่มต้นก็ยังเป็นมือสมัครเล่นกันอยู่ ในอนาคตก็อยากขยายไปทำรับจัดเลี้ยงด้วย(Catering) เพื่อขยายผลไปสู่พืชผักอินทรีย์อื่นๆ นอกจากขนม กลุ่มที่เข้าไปช่วยจะได้เพิ่มขึ้นด้วย ก็ค่อยๆ หาวิชาจากการทำเบรก ว่าพอจะไปไหวไหม”

การทำธุรกิจรับจัดเลี้ยง ที่มีโจทย์เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ล้วนๆ ต้องคำนึงถึงวัตถุดิบที่สม่ำเสมอ และมีกำลังซื้อของลูกค้าสม่ำเสมอเช่นกัน จึงต้องสามารถจัดสมดุลระหว่าง “การผลิต” และ “การขาย” ให้ได้ ซึ่งเธอยอมรับว่า..ไม่ใช่เรื่องง่าย

“คล้ายๆ กับผู้ผลิตเองก็ยังไม่มั่นใจ อย่างเกษตรกรขอแค่ทำอย่างไรก็ได้ให้มีตลาด แต่ตลาดสินค้าปลอดสารก็ยังไม่ได้กระจายตัวมากนัก ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังชอบผักสวยงาม เกษตรกรจึงยังไม่มั่นใจในการผลิตที่ต้องลงทุนและดูแลอย่างใกล้ชิด”

ถามถึงงานหนักตลอดเส้นทางธุรกิจ เธอยังตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีสัญญาณของความท้อว่า

“ทำมา 1 ปี ก็ยังไม่เข็ดนะ (หัวเราะ) ยังพอไปได้นั่นแหล่ะ ซึ่งถ้าขยันกว่านี้ ก็เชื่อว่าจะไปได้ไกลกว่านี้”

สิ่งที่เติมเต็มความมั่นใจ คือ แนวโน้มของตลาดสินค้าอินทรีย์ ที่เธอบอกว่า ยังคงสดใสและมีอนาคต ดูได้จากนักธุรกิจทั้งรายเล็กรายใหญ่ ต่างให้ความสนใจและมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ผู้บริโภคก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากขึ้น เป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับ “แนวกิน” ที่เน้นบริการด้วยอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพเป็นจุดยืน

ทำงานภาคสังคม ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหาร เมื่อมาชิมลางทำธุรกิจ ก็ยังเลือกอาหารเป็นทางหลัก กิ่งกร บอกว่า ที่สนใจประเด็นเรื่อง “อาหาร” เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก และประเทศไทย ยังมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องห่วง

“คนไทยไม่ค่อยรู้ว่าเรามีวิกฤติอาหาร ชอบคิดว่าเราเป็นเมืองเกษตรกรรม อาหารการกินเหลือเฟือ แต่ถ้ามองดีๆ จะพบว่า คุณภาพอาหารของเราวิกฤติมาก คุณภาพแย่ลง สารปนเปื้อนเยอะขึ้น การใช้สารเคมีที่ไร้การควบคุม สิ่งที่คนกินเข้าไปก็ไม่มีคุณภาพ เราเป็นสังคมเกษตรกรรม มีฐานความรู้ มีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่เหล่านี้กำลังจะสูญเสียไป เราไม่ได้อยู่สบาย แต่กำลังวิกฤติ เราต้องช่วยกันรักษาระบบอาหารที่ดี เพื่อเป็นสมบัติของชาติ และของบรรพบุรุษเราตลอดไป”

กิ่งกร บอกเราว่า อาหารมีความสำคัญ เป็นทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ประเทศไทยมีความหลากหลายทางอาหารสูงมาก แต่ถ้าไม่รักษามันไว้ เราก็จะไม่มีต้นทุนอะไรเลย ที่จะใช้เผชิญหน้ากับวิกฤติในอนาคต

ยังมีความยากในการทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่พวกเธอก็หวังว่าจะยังเติบโตแบบค่อยไปค่อยไป และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้คนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

“ธุรกิจอยู่ได้ สร้างผลตอบแทนที่ดี สามารถรับซื้อผลผลิตที่ดีจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ช่วยให้เกษตรอินทรีย์เติบโตมากขึ้น ตลอดจนสร้างความพึงพอใจให้ผู้บริโภค ที่ได้ทานอาหารดีๆ ตลอดไป”

คมคิดแบบ “แนวกิน” กินแนวรักษ์โลก