สอท.คาดปี 56 ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ทะลุ 1 ล้านล้านบาท ยังกังวลปัญหาเศรษฐกิจโลกกระทบคำสั่งซื้อ และขาดแคลนแรงงาน
นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประเมินสถานการณ์ว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 โดยเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส 3 ปีของปี 2555 แม้การผลิตในครึ่งแรกของปีจะชะลอตัวลงมาก โดยปัจจุบันพบว่า โรงงานกลับมาผลิตเกือบ 100 % ยกเว้นโรงงานที่ได้ย้ายฐานการผลิตไปพื้นที่อื่น และย้ายไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากบทเรียนน้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทแม่ และผู้นำเข้าต้องการกระจายความเสี่ยง ไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนเมื่อฐานการผลิตในภาคกลางมีปัญหา
สำหรับปีนี้ เขา คาดว่าอุตสาหกรรมนี้จะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยประเมินตัวเลขส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะมีมูลค่า 1.01 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 997,580 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.45 % ซึ่งการส่งออกปีนี้กลับมาใกล้เคียงกับปี 2553 ก่อนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อย่างไรก็ตามการส่งออกที่เพิ่มขึ้นถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ยังมีปัญหา จึงมีผลต่อความต้องการสินค้าในตลาดโลก และการที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ต้องพึ่งตลาดส่งออกเป็นหลัก ทำให้เศรษฐกิจโลกมีผลต่ออุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างมาก
หากแยกเฉพาะกาลส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า ปีนี้คาดว่ามีมูลค่า 759,160 ล้านบาท ขยายตัวจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 726,330 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.52 % โดยคาดว่าการส่งออกไปตลาดอาเซียนจะขยายตัวถึง 10 % แต่การส่งออกไปสหรัฐอเมริกา และอียูไม่ดีนัก จึงทำให้การส่งออกรวมขยายตัวไม่มาก
"เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย ซึ่งการที่ความต้องการสินค้าในตลาดอินโดจีนมีมากขึ้น ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าไทยมีอนาคตที่สดใส "
อย่างไรก็ตามการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นายศุภชัย บอกว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยใช้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาผู้ผลิตต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไม่มากนัก ทำให้ผู้ผลิตไทย ต้องหาทางสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง เพื่อยกระดับจากการรับจ้างผลิตให้เป็นผู้ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และต้องพัฒนาสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะจะมีการใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกีดกันทางการค้ามากขึ้น
สำหรับปัญหาของอุตสาหกรรมนี้ไม่แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นมากนัก ที่เป็นเรื่องการขาดแคลนแรงงาน โดยในอดีตขาดแรงงานระดับวิศวกร และช่างฝีมือ แต่ในปัจจุบันขาดแรงงานไร้ฝีมือที่อยู่ในสายการผลิตด้วย ซึ่งแรงงานในอุตสาหกรรมนี้จะถูกแรงงานจากอุตสาหกรรมยานยนต์แย่งตัวไปเพราะมีลักษณะการทำงานคล้ายกันและจ่ายผลตอบแทนดีกว่า ทั้งนี้ก่อนน้ำท่วมได้สำรวจแรงงานพบว่าเกิดปัญหาขาดแคลน 100,000-200,000 คน แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง มาถึงปัจจุบันหลังปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้แรงงานกลับไปอยู่ต่างจังหวัดจึงต้องรอประเมินใน 6 เดือน ข้างหน้า ว่าการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้น และแรงงานที่ต้องการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดจะมีผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานมากน้อยเพียงใด
ทางด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวตอนท้ายว่า กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังทำแผนยุทธศาสตร์ประเทศปี 2556-2561 ตามกรอบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนใน 10-15 ปี ข้างหน้า เพื่อให้หลุดจากประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารตลอดสายการผลิต (Supply Chain ) รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ และพลังงานทดแทน รวมถึงยกระดับเอสเอ็มอี และสินค้าโอท๊อป เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรม






