ภาคท่องเที่ยวของไทยปี 2556 เริ่มฉายแววคึกคักหลังจากปิดฉากปีที่แล้ว ด้วยสถิติชาวต่างชาติ 22.3 ล้านคน และคาดหวังว่าปีนี้
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 24.54 ล้านคน ยังไม่รวมการท่องเที่ยวของคนไทยที่สูงถึง 112 ล้านคนครั้ง และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มอีกอย่างต่ำ 6% เป็น 118 ล้านคนครั้ง กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความมั่นใจว่าในแง่อุปสงค์ของตลาดท่องเที่ยว (Demand Side) ปีนี้่ว่า ไม่น่าจะลดความร้อนแรงลง หากไม่มีปัจจัยลบใดๆ เข้ามากระทบ
อย่างไรก็ตาม หากฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลับเริ่ม "แสดงความกังวล" ด้านการบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวหรือ Supply Side ของประเทศไทย ว่ากำลังจะเดินเข้าสู่ “การบั่นทอน” ตัวเอง ด้วยการปล่อยให้ปัญหาความเสื่อมโทรมลุกลาม เพราะปรับตัวไม่ทันความต้องการใช้ทรัพยากรมากขึ้นตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยว
ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เอกชนกังวลมาโดยตลอด โดยในปีที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับกรมการท่องเที่ยว เพื่อกำหนดแหล่งท่องเที่ยวนำร่องที่ต้องฟื้่นฟูเร่งด่วน 29 แห่ง ถือเป็นนโยบายสำคัญในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการกระตุ้นรายได้จากการท่องเที่ยวให้ถึง 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 หากต้องการให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนไม่สามารถรอให้รัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนฝ่ายเดียว แต่เริ่มวางแนวทางการทำงานแบบคู่ขนาน
“เราเริ่มให้สมาชิก สทท.ในภูมิภาคติดตามปัญหาแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ของตัวเอง พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขมาด้วยว่า ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องเป็นผู้กำหนดได้ว่าอยากเห็นการท่องเที่ยวของพื้นที่ตัวเองมีภาพอย่างไร และต้องการมาตรการจัดการปัญหาในแนวทางใด จากนั้น สทท.จะได้รวบรวมประเด็นและข้อมูลเหล่านั้นเสนอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องนำงบประมาณที่มีอยู่มากำหนดแนวทางการทำงานให้ตรงจุด โดยเฉพาะเป้าหมาย 29 พื้นที่นำร่องนั้น ควรมีความคืบหน้าให้เห็นภายใน 1 ปี”
ประธานสทท.กล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ร่วมกับคณะกรรมการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสติดตามปัญหาแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมบริเวณแหลมพรหมเทพ หาดป่าตอง และตัวเมืองภูเก็ต ทำให้เริ่มเห็นว่าพื้นที่รับมือไม่ทันการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น บริเวณหาดป่าตอง จำเป็นต้องมีระบบการใช้พลังงานเพิ่ม แต่การวางสายไฟฟ้าดูขัดต่อทัศนียภาพของเมือง ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนจะช่วยเข้าไปดูว่า ข้อจำกัดของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร และระดับการพัฒนาในทิศทางใดจึงจะเหมาะสม
สุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิก้า กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐเร่งโฟกัสเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะการเดินทางเข้ามาของคนจำนวนมาก หมายถึงการเข้ามาสูบใช้ทรัพยากร ในระยะยาวไทยจะสูญเสียกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำ (Repeater) ซึ่งมีอยู่กว่า 62% ในปัจจุบัน
เขายังเสนอว่า ควรมีคณะทำงานร่วมของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว โดยต้องกำหนดเจ้าภาพชัดเจนในการขับเคลื่อนแผนงาน รวมถึงดึงภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วม หากมีกลไกดังกล่าวเกิดขึ้น เชื่อว่าภาคธุรกิจจะให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุด
ด้าน อานุภาพ เกษรสุวรรณ์ รองอธิบดีรักษาการอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงบประมาณเห็นชอบกรอบวงเงินสำหรับโครงการปรับปรุง 29 แหล่งท่องเที่ยวเร่งด่วนมาแล้ว 900 ล้านบาท โดยอาจจะจัดสรรผ่านงบกลางปี 2556 โดยในปีนี้จะทยอยทำในเฟสแรกภายใต้งบราว 200 ล้านบาทในบางพื้นที่ก่อน โดยมี 4 เรื่องที่จะต้องเข้าไปจัดการในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ 1.ปรับปรุงเรื่องความสะอาดแหล่งท่องเที่ยว 2.ภูมิทัศน์เมือง 3.สิ่งอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว และ 4.ความปลอดภัยภายในแหล่งท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม กรมฯอาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่ เพราะบทบาทหลักเป็นเพียง "แม่แรง" ในการผลักดันให้โครงการเดินหน้าเท่านั้น แต่ฟันเฟืองที่แท้จริงในการพัฒนาแหล่งคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ และหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรฯ กรมอุทยาน ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ามีสัญญาณการบูรณาการที่ดีร่วมกัน ผ่านการประชุมขับเคลื่อนรายได้ 2 ล้านล้านบาทที่มีนายกฯ เป็นประธาน
สำหรับผลในระยะยาวจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนยังจับตามองด้วยความคาดหวังว่า...ภาครัฐจะมีความจริงใจในการแก้ไขความกังวลอย่างที่ตั้งท่าไว้จริงหรือไม่ ?







