วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กูรูตลาดทุนหนุนบจ.ลุยนอกเพิ่มผลตอบแทน

กูรูตลาดทุนชี้โอกาสเหมาะบจ.ไทยลงทุนต่างประเทศ ราคาสินทรัพย์ถูก โอกาสขยายการเติบโต-ใช้เงินทุนมีประสิทธิภาพ

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่บริษัทจดทะเบียนในไทยควรจะได้รับการสนับสนุนให้ไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะเป็นจังหวะที่สินทรัพย์ในต่างประเทศไม่แพง โดยเฉพาะในแถบยุโรปที่ขณะนี้สินทรัพย์กำลังมีราคาลดลง ขณะเดียวกัน การไปลงทุนในต่างประเทศก็ทำให้บริษัทไทยได้แสดงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น เป็นการเสริมศักยภาพในเชิงธุรกิจ และเป็นการใช้เงินทุนที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

"นักลงทุนเองก็อยากให้บริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิโต 25% ซึ่งถ้าโต 25% จากในประเทศอย่างเดียวก็เท่ากับว่ารายอื่นก็ตายหมด เพราะจีดีพีเองก็โตทั่วๆ ไปประมาณ 6% และถ้าบริษัทจะโต 25% ก็จะเท่ากับจีดีพีติดลบ เพราะฉะนั้นก็มองว่าบริษัทไทยควรได้รับการสนับสนุนให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากๆ เป็นการใช้ทุนอย่างมีประสิทธิภาพ"

นายบรรยงกล่าวถึงผลการวิจัยเรื่อง แนวทางการสร้างสมดุลของโครงสร้างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งนำเสนอโดยสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ว่า แม้โครงสร้างตลาดทุนไทย จะไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคการเกษตร แต่มองว่าการพยายามผลักดันให้ภาคเกษตรเข้ามาระดมทุนผ่านตลาดทุนไทย หรือให้เอสเอ็มอีไทยเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น อาจจะไม่ใช่วิธีการเข้าถึงแหล่งระดมทุนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ประกอบการภาคเกษตรหรือผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก โดยมองว่าเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมสำหรับภาคการเกษตรก็คือกระบวนการลงทุนของ Venture Cap. ส่วนเครื่องมือที่เหมาะกับภาคเกษตรคือสหกรณ์

นายภควัฒน์ โกวิทวัฒนพงศ์ อุปนายกสมาคมฯ และประธานคณะกรรมการบริหาร สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือ TNITY กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีสินค้าในตลาดทุนค่อนข้างหลากหลาย และเป็นที่สนใจของนักลงทุน อาทิเช่น Single Stock, DW, REIT และ Infrastructure Fund ซึ่งเชื่อว่าหากให้ความรู้นักลงทุน และพัฒนาระบบซื้อขายให้มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทได้ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามที่แผนพัฒนาตลาดทุนระบุไว้ โดยขณะนี้ก็ได้มีการหารือร่วมกันกับตลาดหลักทรัพย์เพื่อหาช่องทางที่จะให้มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การขยายตัวของภาคธุรกิจในช่วง 3 ปีหลังมานี้ ใช้หนี้สินธนาคาร ออกหุ้นกู้ และระดับหนี้สินต่อทุน (DE) ก็อยู่ราว 1 เท่า ทำให้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปขยายกิจการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัจจัยเรื่องการเมืองยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจการลงทุนอยู่ แต่ก็มีปัจจัยบวกเรื่องการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน และการลดภาษีเข้ามาช่วยกระตุ้นการลงทุน

ทั้งนี้ ประเมินว่ามาตรการลดภาษีนิติบุคคลจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และนำมาซึ่งการใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือทางการเงินในที่สุด

ด้านสถาบันวิจัยตลาดทุน โดยนายศิริยศ จุฑานนท์ ได้นำเสนอบทวิจัยเรื่อง “แนวทางการสร้างความสมดุลของโครงสร้างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยตั้งข้อสังเกตุว่าตลาดหุ้นที่ล้าหลังหรือขาดสมดุลและไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ มักจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา อาทิ ทำให้นักลงทุนได้รับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ภาคธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงการระดมทุนในตลาดหุ้น อาจทำให้ต้นทุนทางการเงินสูง ส่งผลให้ไม่สามารถขยายธุรกิจตามภาวะเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม

นายศิริยศ นำเสนอผลวิจัยว่า ตลาดหุ้นไทยขาดสมดุลระหว่างโครงสร้างบริษัทจดทะเบียนและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาคอุตสหการมคิดเป็น 53% ของจีดีพี แต่มีสัดส่วนในตลาดหุ้นเพียง 13%เท่านั้น ในขณะที่ภาคพลังงานและการเงิน ซึ่งไม่ใช่ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยคิดเป็น 9% ของจีดีพีเท่านั้น แต่กลับมีสัดส่วนในตลาดหุ้นถึง 45% และสำรวจในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2550-2554) พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยออกห่างสมดุลมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลวิจัยได้นำเสนอมาตรการส่งเสริมการระดมทุนของบริษัทในภาคเกษตรกรรมให้มากขึ้น โดยส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจในภาคเกษตรกรรมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นมากขึ้น อาทิเช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งลดอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการขยายกิจการของบริษัทจดทะเบียนในรูปแบบการควบรวมกิจการ และรูปแบบ Holding Company การส่งเสริมให้บริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในภาคเกษตรกรรมของไทยเข้าจดทะเบียนตลาดหุ้น และการปรับกฎให้เอื้อต่อการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่ช่วยเร่งให้มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น REIT Business trust