“วัชร วัชรพล” New Media คือ โอกาสและความท้าทาย

“วัชร วัชรพล”
New Media คือ โอกาสและความท้าทาย

จูเนียร์“วัชร วัชรพล” หลานตาทายาทหนังสือพิมพ์หัวเขียว"ไทยรัฐ"กับก้าวสำคัญในการวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรด้วยสื่อใหม่"New Media”

เจนเนอเรชั่น 3 ของสื่อยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย “วัชร วัชรพล” หลานตา ของ “กำพล วัชรพล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในฐานะผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท วัชรพล จำกัด พ่วงอีกหนึ่งตำแหน่ง คือ รองประธานกรรมการ บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ CTH ที่กลุ่มไทยรัฐเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมลงขันทำธุรกิจกับ "วิชัย ทองแตง” เศรษฐีหุ้นชื่อดังของเมืองไทย ในสัดส่วน 25%

เขาคือ ทายาทมาดเซอร์ๆ กวนๆ มีบุคลิกเคร่งขรึม ชื่นชอบงานศิลป์ กับสไตล์การให้สัมภาษณ์แบบถามคำตอบคำ นี่ล่ะ บุคลิกของ”จูเนียร์” วัชร วัชรพล ที่เข้ามาดูแลธุรกิจใหม่ New Media ของไทยรัฐ ในยุคที่ว่ากันว่าสื่อเก่า หรือ Traditional Media กำลังจะตาย

“มันก็คือโอกาสในการขยายช่องทางทำธุรกิจสื่อเหมือนกัน คือตอนนี้คนรุ่นใหม่มีชีวิตที่อยู่กับเทคโนโลยีมากขึ้น ใช้ของเหล่านี้อยู่ทุกวัน อีกอย่างมันคือเทรนด์ที่ต้องไป หากไม่ไปก็ตกขบวน” เขาบอก

ด้วยการก้าวสู่การเป็นสื่อโทรทัศน์และมีแผนขยายธุรกิจออกสู่ทุกช่องทางให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น วิทยุ หรือ อินเตอร์เน็ต กลายเป็นสื่อที่ครบวงจรมากขึ้น

วัชร มองว่า สื่อใหม่ทั้งอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งทีวีนอกกระแสทั้งดาวเทียมทีวี และเคเบิ้ลทีวี คือ สื่อที่มาแรงสุดๆในยุคนี้ และทางไทยรัฐเองก็ให้ความสำคัญกับการต่อยอดธุรกิจใหม่นี้มาก ซึ่งแนวคิดนี้จริงๆ แล้วก็เริ่มมาจากผู้เป็นแม่ “ยิ่งลักษณ์ วัชรพล” (ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) ที่อยากเห็นไทยรัฐยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลง มีธุรกิจที่ครอบคลุมหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะ “หนังสือพิมพ์” เท่านั้น

ทายาทหนุ่มคนนี้ ยังมองว่าธุรกิจสื่อว่าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น เขายังมองไปถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสำนักข่าวต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะในโอกาสที่จะมีการเปิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558

ทำให้ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ !

ไม่เพียงแค่การเตรียมความพร้อมในองค์กรเท่านั้นที่มีการลงทุนพัฒนาปรับปรุงด้วยเม็ดเงิน 400 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสร้างสตูดิโอ ระบบไอที แม้แต่พนักงานและบุคลากรข่าวทุกคนก็มีการปรับตัวให้กับทิศทางการพัฒนาองค์กรใหม่นี้ด้วย พร้อมๆ กับการปรับตัวให้เข้ากับกระแสเออีซีด้วย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่มีความจำเป็นสำหรับงานข่าวในอนาคต เขาบอกอย่างนั้น


สำหรับ วัชร เข้ามาดูแลธุรกิจใหม่และเปิดตัวอย่างเป็นทางการก็เมื่อราวปี 2552 กับเซคชั่นใหม่ นั่นคือ การพัฒนาเว็บไซด์ข่าว โดยเขาเองเป็นหนึ่งในทีมที่มีส่วนร่วมคิดโปรเจกนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แม้ว่าจะทำมาได้สักระยะหนึ่งแล้วแต่ในแง่ของรายได้แล้วยังคงห่างไกลกับสื่อเก่าลิบลับ เจ้าตัวยอมรับ

“รายได้ก็ยังไปได้เรื่อยๆ แต่ไม่มาก ไม่หวือหวาเหมือนหนังสือพิมพ์” เขาพูดสั้นๆ

ด้วยความที่เป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ อายุยังน้อย เพิ่งเข้ามาคุมสื่อใหม่ครั้งแรก รวมทั้งการกระโดดไปร่วมธุรกิจเคเบิ้ลทีวี เป็นพันธมิตรกับทางซีทีเอช เขาบอกว่า มันคือความท้าทายครั้งสำคัญในการทำงาน สำหรับตัวเขาเอง เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นสำหรับวงการสื่อเมืองไทย แต่สำหรับในเมืองนอกสิ่งเหล่านี้มีการพัฒนาไปมากแล้ว

“ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่า ต้องแยกการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กับไทยรัฐซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือการที่เรามาร่วมเป็นพันธมิตรผู้ร่วมลงทุนกับทางซีทีเอชที่มีคุณ วิชัย ทองแตง เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ไม่อยากให้เอามารวมกัน”

สำหรับงานใหม่กับซีอีเอชหลังจากที่ได้เงินกู้จากสถาบันการเงินอย่างธนาคารกรุงเทพ 1.4 หมื่นล้านบาทแล้ว คงเอาไปใช้ในการขยายธุรกิจด้านโครงข่ายที่จะมีการปรับเป็นระบบไฟเบอร์ออฟติคใหม่ทั้งหมดทั่วประเทศ เพื่อคุณภาพและความคมชัดด้านสัญญาณการถ่ายทอดไปยังกลุ่มผู้ชมทางบ้าน ซึ่งทางซีทีเอชตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 3 ปี(2555-2558)จะต้องมีกลุ่มผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านคน

“คงทำให้ทุกอย่างเดินหน้าตามแผนธุรกิจที่วางไว้ 4-5 ปี ข้างหน้า ต้องทำให้ทุกอย่างบรรลุเป้าหมาย” วัชร ถามคำตอบครึ่งคำอีกเช่นเคย

ทั้งนี้ หากจะมองว่าซีทีเอชเป็นหมากอีกตัวหนึ่งบนกระดานของไทยรัฐ ในการขยับขยายธุรกิจออกยังต่างประเทศก็เป็นไปได้ เพราะในปี 2556 นี้ ซีทีเอชตั้งใจไว้ว่า จะให้ธุรกิจเคเบิ้ลทีวี 120 ช่อง ขยายฐานในต่างประเทศ ทั้งลาว กัมพูชา พม่า รวมถึงมาเลเซีย ที่เล็งร่วมมือพันธมิตรท้องถิ่น หวังสร้างเป็น “ASEAN Network” ในอนาคตการ Synergy ธุรกิจหลักของไทยรัฐก็จะทำได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า แผนธุรกิจในส่วนนี้ทางซีทีเอชเป็นคนวางแผนทั้งหมด เพราะมีทีมงานที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ อยู่แล้ว สะท้อนให้เห็นจากการที่เราสามารถกู้เงินได้จากสถาบันการเงินเดียวที่มีมูลค่ามากถึง 1.4 หมื่นล้านบาท แต่เขาเองไม่ยอมบอกว่า ใช้ระบบโครงข่ายซีทีเอชที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันหรือไม่

แล้วไทยรัฐ จะทำอะไรร่วมกับทาง ซีทีเอช !


ในช่วงไตรมาส 3 หรือ ไตรมาส 4 ของปี 2556 จะเห็นช่องรายการข่าวเศรษฐกิจ จำนวน 1 ช่องที่ขณะนี้มีโมเดลไว้หมดแล้ว แต่ขอยังไม่บอกตอนนี้ เพราะไม่อย่างนั้นคนอื่นๆ ก็เอาก็อปปี้หมดน่ะสิ ..เขายิ้ม


“ผมเองมีโมเดลทุกอย่างหมดแล้ว เรามีคอนเทนต์อยู่แล้วคือจากหนังสือพิมพ์ ส่วนช่องข่าวบันเทิงเราเองไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้จึงยังไม่มีแผนจะทำ แต่ถ้าจะทำจะต้องหาพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งมาร่วมแบบนี้ถึงน่าทำ ไม่เสี่ยง”

หรือจะเป็นทีวีดิจิทัลไทยรัฐเองก็พร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลในนามของไทยรัฐและตัวนี้เราก็มีแผนไว้พร้อมหมดแล้ว รอเพียงเวลาที่ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีแผนที่จะเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัจในช่วงเดือน เม.ย.2556 เท่านั้น