วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บีโอไอตั้งเป้ายอดส่งเสริมปีนี้7แสนล.ต่ำสุดในประวัติศาสตร์

กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป้าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ 7 แสนล้านบาท ชะลอตัวลงจากปีก่อนสูงสุดในประวัติศาสตร์ 1.4 ล้านล้านบาท

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมประเมินคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2556 อยู่ที่ 600,000-700,000 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากปี 2555 ที่มี 1.46 ล้านบาท ซึ่งปีที่แล้วมีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนไปมากแต่ยังมีการลงทุนอีกมากต้องการเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรมไม่เน้นมูลค่าเงินลงทุนมาก แต่เน้นให้เกิดการลงทุนที่เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ตั้งไว้ในปีนี้ก็อยู่ในระดับปกติที่มีเข้ามาในแต่ละปี

นายประเสริฐ กล่าวว่า เวลาที่นักธุรกิจต่างประเทศไปลงทุนจะมองปัจจัยด้านการเมืองด้วย ซึ่งสถานการณ์การเมืองของไทยดีขึ้นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมาเมื่อ 5-6 ปี ที่ผ่านมา กระทบกับทุกคนและเป็นผลเสียต่อประเทศ โดยเมื่อทุกคนร่วมรักษาความสงบในประเทศจะทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งคาดว่านักธุรกิจที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือน ธ.ค.2555 มองทิศทางการเมืองไทยที่ดีขึ้นและมั่นใจลงทุนในไทย โดยนักธุรกิจญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนมากเป็นอันดับ 1

ทั้งนี้ สำหรับคำขอรับส่งเสริมการรลงทุนปี 2555 มี 2,582 โครงการ เมื่อเทียบปี 2554 เพิ่มขึ้น 29.7 % มูลค่าการลงทุน 1.46 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 131 % สูงสุดในประวัติศาสตร์ และถ้าเกิดการลงทุนจริงจะทำให้เกิดการจ้างงาน 348,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.6 % ซึ่งปีที่แล้วนักธุรกิจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมากเพราะเห็นว่าคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ทำให้นักธุรกิจขอยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามาก โดยในปีนี้ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนอยู่ที่เศรษฐกิจโลกเพราะเศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ยังมีปัญหา และสหรัฐยังชะลอแนวทางการแก้ปัญหาหน้าผาการคลัง 2 เดือน

นายประเสริฐ กล่าวว่า กิจการบริการและสาธารณูปโภคยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด 790 โครงการ มูลค่าการลงทุน 607,800 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่อจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 610 โครงการ มูลค่าการลงทุน 255,400 ล้านบาท กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 327 โครงการ มูลค่าการลงทุน 234,800 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องไฟฟ้า 347 โครงการ มูลค่าการลงทุน 167,600 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 331 โครงการ มูลค่าการลงทุน 94,800 ล้านบาท กิจการเหมืองแร่ เซรามิกส์และโลหะขั้นมูลฐาน 75 โครงการ มูลค่าการลงทุน 58,900 ล้านบาท และกิจการอุตสาหกรรมเบา 102 โครงการ มูลค่าการลงทุน 45,000 ล้านบาท

นายประเสริฐ กล่าวว่า การขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2555 มีกิจการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ยื่นขอส่งเสริมเข้ามา 274 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.04 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนพลังงานทดแทน ยานยนต์ บริการและสาธารณูปโภค เช่น กิจการขนส่งทางอากาศ อิเล็กทรอนิกส์ ยางรถยนต์ ปิโตรเคมี การผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม อุปกรณ์ทางการแพทย์

นอกจากนี้ สำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่จะจัดสัมมนารับฟังความเห็นผู้ประกอบการในวันที่ 14 ม.ค.2555 และจัดในต่างจังหวัดที่เชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรีและนครศรีธรรมราช โดยนโยบายใหม่มีเป้าหมายให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และยกระดับห่วงโซ่การผลิตของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคและชายแดน เพื่อกระจายความเจริญ และลดภาระทางการคลังของประเทศ โดยใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บีโอไอให้บริการนักธุรกิจทั้งก่อนและหลังการลงทุนได้ดีขึ้น