'ธนิต' ชี้ขึ้นค่าแรง จุดเริ่มต้น'เอสเอ็มอี'อ่อนแอ

ธนิต ชี้ปรับค่าแรง 1 เม.ย.55 จุดเริ่มต้นความอ่อนแอ เอสเอ็มอี ระบุภาระต้นทุนแรงงานที่เพิ่มคิดเป็นสัดส่วน 10% ของรายได้
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะข่าวเช้านี้ ทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวานนี้ว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำส่งผลให้โรงงานหลายร้อยแห่งปิดตัว โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งหากคำนวณค่าเฉลี่ยของการปรับค่าแรงทั้งหมด เช่น โรงงานที่มีแรงงาน 200 คน จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 4.5 ล้านบาท/ปี เท่ากับ 10% ของรายได้ที่เฉลี่ย 39-40 ล้านบาท/ปี
"ขณะที่กำไร เอสเอ็มอี ถ้าทำได้ 5% ก็เก่งแล้ว แต่ต้นทุนเพิ่ม 10% ทำให้อยู่ได้ยาก"
ส่วนการที่มีผู้วิจารณ์ว่า โรงงานที่ปิดตัวไม่ได้เป็นผลมาจากค่าแรงโดยตรง แต่เป็นเพราะผลประกอบการไม่ดีมาก่อนเห็นว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะจะต้องย้อนไปดูถึงต้นเหตุที่ทำให้โรงงานอ่อนแอ ส่วนปัจจัยที่มีผู้กล่าวอ้าง เช่น คำสั่งซื้อลูกค้าลดลง รูปแบบสินค้าสู้ไม่ได้ ไม่มีการพัฒนาสินค้า ก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด เช่น ประเด็นรูปแบบสินค้าต้องทำความเข้าใจว่า เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่รับจ้างผลิตจากแบบที่ผู้จ้างส่งมา
ขณะที่คำสั่งซื้อที่ลดลง ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจของคู่ค้าไม่ดีเท่านั้น แต่เป็นเพราะต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อหรือผลิตในประเทศอื่นแทน เช่น ลาว กัมพูชา
"ต้องย้อนไปดูว่า ทำไมต้นทุนเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผ่านมาวัตถุดิบต่างๆ ไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก ราคาน้ำมันก็ไม่ได้ปรับขึ้น ก็เหลือที่ค่าแรง"
นายธนิตกล่าวว่าค่าแรงไม่ได้เพิ่งปรับขึ้น แต่ปรับมาแล้วครั้งหนึ่งในบางพื้นที่เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอของเอสเอ็มอีและสะสมมาถึงปัจจุบัน
ส่วนการที่ภาครัฐกำหนดมาตรการช่วยเหลือออกมาในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการด้านภาษี เห็นว่าไม่มีประโยชน์ เพราะที่จะได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการที่สามารถทำกำไรได้ แต่สถานการณ์เอสเอ็มอีในปีนี้เห็นว่าหากดำเนินธุรกิจโดยไม่ขาดทุนก็เป็นเรื่องที่น่าพอใจแล้ว ดังนั้นมาตรการต่างๆ เช่น หักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรจากเดิม 10 ปี เหลือปีเดียว ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดกำไรจะได้ลดภาษี ก็ไร้ประโยชน์ในเมื่อโรงงานไม่สามารถทำกำไรได้
นายธนิตกล่าวว่า ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการใน สอท. มองเห็นปัญหานี้มายาวนาน และได้ร่วมทำงานมาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ก่อนปรับค่าแรงครั้งแรก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากประธาน สอท. ตั้งแต่ช่วงนั้นจนถึงปัจจุบันเพราะยังไม่สามารถเข้าไปใน สอท.ได้ เนื่องจากยังมีกำลังตำรวจตรึงพื้นที่ตั้งแต่ พ.ย.2555 ถึงขณะนี้
การทำงานของ สอท. รวมถึงประธาน เป็นต้นเหตุของปัญหาในขณะนี้ เพราะเห็นว่าหากสอท.เคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2555 ก่อนปรับค่าแรงครั้งแรก รัฐบาลอาจจะได้ข้อมูลมากขึ้น และหาทางป้องกัน แต่ทางประธานสอท. ไม่เห็นด้วย
"ถ้าช่วงนั้นเราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะรับฟัง แต่ สอท.ไม่ทำอะไร ส่วนคนที่เข้าไปให้ข้อมูลบางคนก็ไม่รู้เรื่องเป็นแค่พนักงานหรือไม่ก็มาจากบริษัทใหญ่ ซึ่งไม่มีความเข้าใจเอสเอ็มอีเลย"







