วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดโรดแม็พพัฒนาตลาดทุนเทียบชั้นสิงคโปร์

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยวางโรดแม็พการพัฒนาตลาดทุนไทย ตั้งความหวังเทียบชั้นสิงคโปร์ใน 10 ปี

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) แถลงผลการดำเนินงานปี 2555 และแผนการดำเนินงานปี 2556 ย้ำพร้อมผลักดัน สธท. อย่างเต็มที่จนครบวาระการเป็นประธานกรรมการ สธท. ในปลายปี 2557

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการพัฒนาตลาดทุนเชิงรุกจนทำให้ สธท. ได้รับการยอมรับจากทั้งภาครัฐและเอกชนในฐานะตัวแทนภาคเอกชนของตลาดทุนไทย โดยในปีที่ผ่านมานายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สธท. เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการสำคัญ ตัวอย่างเช่น

ผลักดัน สธท. เข้าไปเป็นกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยประธานกรรมการ สธท. ทำหน้าที่นำเสนอและผลักดันเรื่อง FATF และ Financial Literacy จนทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องให้การสนับสนุน

· ผลักดัน สธท. เป็นหนึ่งในภาคเอกชนร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะตัวแทนตลาดทุนเพื่อนำเสนอข้อมูลภาพรวมตลาดทุนไทย ต่อภาครัฐและนักลงทุนต่างประเทศ โดย สธท. ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะนายกฯ ทั้งหมด 6 ครั้ง 7 ประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงการคลังให้เป็นผู้จัด Roadshow โดยได้มอบมายให้ สธท. ให้เป็นผู้จัด MoF International Roadshow ร่วมกับฝ่ายราชการในการนำทีมงานภาครัฐและเอกชน เข้าพบนักลงทุนสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ ทั้งหมด 2 ครั้ง ที่ นครนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน

· เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ เพื่อเร่งลดผลกระทบในการที่ประเทศไทยถูกปรับลดระดับตามประกาศ FATF จนทำให้เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจจากภาครัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำไปสู่การนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและได้มีมติผ่านวาระที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

· เป็นผู้แทนภาคตลาดทุนร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอมาตรการต่อสภาพัฒน์ฯ ในเรื่องการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ซึ่ง สธท. ได้เสนอ 5 มาตรการหลัก

1. การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ

2. การส่งเสริมการออกพันธบัตรสกุลเงินบาท (Baht Bond)

3. การปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัท (Corporate Matters)

4. การส่งเสริมการควบรวมกิจการ (M&A)

5. การสนับสนุนการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์อินโดจีน

· เป็นผู้แทนภาคตลาดทุนร่วมหารือ และมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการใน การขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 โดย สธท. ได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ

· กำหนดวิสัยทัศน์ตลาดทุนไทย โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ดังนี้

"The engine of growth and wealth distribution, and a preferred destination and linkage for global investment"

"เป็นกลไกหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายความมั่งคั่ง รวมทั้งเป็นที่หมายและจุดเชื่อมโยงการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลก"

นอกจากนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยยังได้จัดกิจกรรม และสัมมนาในระดับประเทศจนเป็นที่ยอมรับอย่างมาก เช่น งาน FETCO Annual Conference 2012: WEFEA side event งานแสดงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ "ต่างทัศนะ ร่วมมุมมอง พี่น้องตลาดทุน"เป็นต้น

สำหรับนโยบายการดำเนินงานของ สธท. ในปี 2556 นี้ นายไพบูลย์ กล่าวว่า สธท. จะดำเนินการตามกรอบของวิสัยทัศน์ที่ได้กำหนดไว้โดยแบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก ดังนี้

เรื่องที่หนึ่ง "การเป็นกลไกหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้" ให้กับตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านอุปสงค์และอปุทาน (Demand & Supply) เช่นในส่วนของ Supply นั้น มีนโยบายดังนี้

· เนื่องจากอัตราการขยายตัวหรือการระดมทุนของตลาดทุนยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือ การขยายตัวของตลาดทุนเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 แสนล้านบาท ในขณะที่ปริมาณสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีขนาดเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนล้านบาท ตลาดทุนจึงควรเร่งประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการระดมทุนผ่านตลาดทุนอย่างจริงจังและควรเป็นเรื่องเร่งด่วน เช่น การจัดงาน Expo บริษัทจดทะเบียนเพื่อโปรโมทการระดมทุนในตลาดทุน เป็นต้น

· ส่งเสริมแนวคิดเรื่องแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อการลดภาระหนี้ภาครัฐ เพิ่มความโปรงใสและประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ด้วยการให้ความรู้ (Reeducate Public) ในเรื่องการนำรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทในเครือที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยในช่วงแรกจะเป็นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้อง

· ผลักดันร่างกฎหมายควบรวมกิจการและกฎหมาย Venture Capital (VC) เพื่อเป็นกลไกในการเติบโตและสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดทุนมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของ Demand สธท. มีนโยบายในการดำเนินงานดังนี้

· เน้นการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวให้กับประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนทั่วประเทศมีทัศนคติในการลงทุนในตลาดทุน และมองเงินปันผลเหมือนกับดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นต้น

· ส่งเสริมเรื่องการให้ความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) โดยการให้ความรู้ทั้งในกลุ่ม “ผู้ลงทุน” และกลุ่ม “ผู้ระดมทุน” เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนและเพิ่มขนาดของตลาดทุน

· เสนอขอขยายเวลาสิทธิประโยชน์ทางภาษี LTF ให้แก่ผู้ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นระยะยาว (Long term Equity Fund : LTF) จากเดิมที่กำหนดให้สิทธิประโยชน์ถึง 2559 เท่านั้น

· เน้นการประชาสัมพันธ์ตลาดทุน ผ่านเวทีต่าง ๆ เช่น 1. การร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการเยือนต่างประเทศ 2. การประชาสัมพันธ์ตลาดทุนผ่านการประชุมร่วมภาครัฐและ เอกชน กรอ. 3. นำเสนอความคิดเห็นด้านการพัฒนาตลาดทุนและการบริหารเศรษฐกิจต่อรัฐบาล

· เร่งรัดและติดตามความคืบหน้า ของการดำเนินงานตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย

เรื่องที่สอง "การเป็นที่หมายและจุดเชื่อมโยงการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลก" นั้นมีแนวการดำเนินการดังนี้

· การยกระดับความรู้บุคลากรในตลาดทุนให้มีมุมมองเรื่องการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลก (Global View) เพื่อเตรียมพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเป็นผู้นำตลาดทุนในระดับภูมิภาค

· ผลักดันให้รัฐบาลกำหนดมาตรการรองรับกฎหมาย FATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ที่ออกโดยสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อตลาดทุน ตลาดเงิน และธุรกิจประกันโดยตรง

· การส่งเสริมให้มีการจัดทำวิจัยเพื่อพัฒนาตลาดทุนมากยิ่งขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีที่เอกชนเป็นผู้ดำเนินการวิจัย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สธท. กล่าวว่า “ตลาดทุนไทยมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการส่งเสริมให้มีบริษัทขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนมากขึ้นเหมือนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ อื่นๆ ที่พัฒนาไปอีกระดับหนึ่งแล้ว รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุน ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในระยะยาวให้กับประชาชนไทย เพื่อสร้างความต้องการการลงทุนให้มากยิ่งขั้น” นอกจากนี้ สธท. จะแสดงบทบาทสำคัญในการเป็นตัวแทนตลาดทุนในการเร่งรัด ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย และให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเรื่องการบริหารเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย