วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงกนง.คงดอกเบี้ย สหรัฐเลี่ยงหน้าผาคลัง

ทีเอ็มบีฟันธงประชุมกนง.สัปดาห์หน้า คงดอกเบี้ยนโยบาย2.75% หลังสหรัฐฯเลี่ยงหน้าผาการคลัง เผยสัญญาณศก.ไทยเริ่มผงกหัว-แรงกดดันเงินเฟ้อไม่มาก

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งแรกของปีนี้ หลังสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงหน้าผาทางการคลังหวุดหวิด ประกอบกับปัจจัยเสริมจากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยดีขึ้น การใช้จ่ายของอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทรงตัว ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะถูกตรึงไว้ที่ระดับ 2.75% ในการประชุมวันที่ 9 มกราคม นี้

จากการที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ เจรจาตกลงกันได้ในท้ายที่สุดสำหรับมาตรการปรับเพิ่มภาษีและลดงบประมาณใช้จ่ายลงบางส่วนในระยะ 10 ปี ข้างหน้า ตามแผนเสริมสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาว ทำให้สหรัฐฯ สามารถรอดพ้นกับการเผชิญหน้าผาการคลัง (Fiscal cliff) ที่จะมีการขึ้นภาษีและหั่นค่าใช้จ่ายการคลังลงราว 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2556 และสามารถช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้หลุดพ้นจากการที่ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วยเช่นกัน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงระดับ 2% ในปีนี้ และการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ โชคดีหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจระยะสั้นครั้งนี้ไปได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นข่าวดีต่อชาวอเมริกันเท่านั้น แต่นับว่าเป็นข่าวดีต่อประเทศอื่นๆรวมถึงประเทศไทยด้วย

ก่อนหน้านี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ได้เคยประมาณการไว้ว่า ไทยจะส่งออกสินค้าไปขายยังสหรัฐฯลดลงราว 1% หากสหรัฐฯ ต้องเผชิญหน้าผาการคลังเต็มรูปแบบในปีนี้ ดังนั้น เมื่อวิกฤตดังกล่าวผ่านพ้นไป ความกังวลสำหรับผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยก็ลดน้อยลงเป็นลำดับเช่นกัน

นอกจากนี้ เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญอันดับต้นของไทย ก็ส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตล่าสุดของสหรัฐฯ (ดัชนี ISM) และจีน (ดัชนี PMI) ที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนธันวาคม มาอยู่ที่ระดับ 50.7 และ 50.6 ตามลำดับ และการที่ดัชนีดังกล่าวทรงตัวเหนือระดับ 50 ได้นั้น สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัว สำหรับการส่งออกของไทยก็นับว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก โดยมูลค่าส่งออกของไทยไม่นับรวมทองคำ (หลังปรับด้วยปัจจัยฤดูกาล) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2.4% และ 7.8% ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ตามลำดับ จึงนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีและมีความชัดเจนมากขึ้นที่การส่งออกของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป

หากพิจารณาถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ในประเทศ ก็พบว่า ทั้งการใช้จ่ายของครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจนั้น ขยายตัวในเกณฑ์ดีมาโดยตลอดช่วงปีที่ผ่านมา (ตัวเลขล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน ระบุ ทั้งดัชนีการบริโภคภาคเอกชนและดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 1.8% จากเดือนที่ผ่านมา) โดยส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น มาตรการคืนภาษีรถคันแรก เป็นต้น รวมทั้งการเร่งฟื้นฟูโรงงานและเครื่องมือเครื่องจักรของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปลายปี 2554 ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี มองว่า อุปสงค์ของภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่องในปี 2556 และแรงส่งเพิ่มเติมจากโครงการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและโครงการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนให้สูงขึ้น

ในส่วนของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อนั้น จากรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนธันวาคม 2555 พบว่า ดัชนีราคาพื้นฐาน ไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน (ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.) ยังทรงตัวที่ระดับ 1.8% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือภาระค่าครองชีพของรัฐบาลด้านการตรึงราคาสินค้าและราคาน้ำมันดีเซล ทำให้การผลักภาระด้านต้นทุนจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าจากผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย ค่อนข้างนิ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้แนวโน้มการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อ อย่างน้อยยังไม่เป็นที่น่ากังวลในระยะสั้น