ไม่ว่าจะเรียกพวกเขาว่ามหาเศรษฐี ผู้มีอันจะกิน หรือซูเปอร์ริช แต่คน 1% เหล่านี้มีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งทางตรงและทางอ้อม
เพราะความหวาดกลัวของบรรดาคนรวยล้นฟ้า และความรู้สึกปลอดภัยไว้ก่อน ไม่อยากทำอะไรที่มีความเสี่ยงสูง อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเงินที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง
ล่าสุด ผลสำรวจผู้มีอันจะกินในอเมริกาประจำปี 2555 ของ "อเมริกัน เอ็กซ์เพรส พับลิชชิ่ง" ที่จับมือกับ "แฮร์ริสัน กรุ๊ป" พบว่า เหล่าคนรวยสุดๆ ที่มีเพียง 1% ของคนทั้งโลก สะสมเงินสดเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับเมื่อ 2 ปีก่อน อัตราการออมของคนเหล่านี้เพิ่มขึ้น 34% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ จากระดับ 12% ในปี 2550
แม้อัตราการออมที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในสถานการณ์ปกติ แต่ไม่เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างในปัจจุบัน ซึ่งเงินทุนมีความจำเป็นต่อการลงทุนเพื่อกระตุ้นการจ้างงานและปลุกเศรษฐกิจให้เติบโต
ในปี 2555 คน 1% ของโลกเก็บเงินสดพร้อมใช้อยู่ในบัญชีเงินฝากและลงทุนในตลาดเงิน คิดเป็นสัดส่วนราว 56% ของที่มีทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากระดับ 24% ในปี 2550
ซูเปอร์ริชเหล่านี้ ลงทุนในตลาดการเงินทั้งระบบแค่ประมาณ 44% ลดลงจาก 76% ในปี 2550 โดยผู้มั่งคั่งสุดๆ 1% จำนวนมากขึ้นต่างระบุว่า ตลาดหุ้นกำลังเป็นความเสี่ยงที่แท้จริง มากกว่าจะเป็นโอกาสจริงๆ โดยความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้นนับจากปีที่แล้ว ซึ่งยังมีคนมั่งคั่งมากถึง 62% ที่มองตลาดนี้เป็นโอกาส
รองประธานแฮร์ริสัน กรุ๊ป "จิม เทย์เลอร์" อธิบายว่า คนรวย 1% ในโลก ที่เคยเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์เก็บออมน้อย-ลงทุนมาก ปัจจุบัน พวกเขาเหล่านี้พยายามซุกสมบัติที่มีไว้ใต้ฟูกเพื่อความปลอดภัย เป็นพฤติกรรมที่บริหารความเสี่ยงไม่ให้ "เสีย" มากกว่าจะเน้น "ได้" ซึ่งนี่ไม่ใช่ประเพณีการลงทุนสไตล์อเมริกัน
ความเคลื่อนไหวข้างต้น ยังหมายความว่า เศรษฐีทั้งหลายใช้จ่ายสำหรับสิ่งต่างๆ น้อยลงด้วย ตั้งแต่สินค้าหรูหราไปจนถึงบ้านหลังที่สอง ราว 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พร้อมที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หากพวกเขารู้สึกมั่นใจมากขึ้นในอนาคต
หนึ่งในผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า เขาเก็บออมมากขึ้น และไม่ค่อยอยากใช้จ่าย ทั้งที่รู้ดีว่าทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่แนวทางนี้เปรียบเหมือนการสร้างป้อมปราการไม่ให้มีอะไรมารบกวนได้
น่าสังเกตว่า ไม่เพียงแต่การสร้างป้อมปราการทางการเงิน แต่คนรวยจำนวนไม่น้อยเลือกสร้างป้อมปราการทางจิตใจด้วย
ผลสำรวจเดียวกันนี้ พบว่า บรรดา 1% ของคนทั้งโลก มีแค่ 31% เท่านั้นที่ชอบเวลาคนอื่นเรียกว่า "คนรวย" ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างมากจาก 53% เมื่อปี 2553 และผลสำรวจอื่นๆ ระบุว่า คนกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ได้มองตัวเองว่าอยู่ในกลุ่ม 1% หรือเป็นพวกไม่เต็มใจรวย
นอกจากนี้ ผู้มีอันจะกินทั้งหลายยังปลีกวิเวกออกมาจากสังคมรอบข้างมากขึ้น มีแค่ 46% ที่มองว่าการร่วมงานสังคมเป็นเรื่องสำคัญ ลดลงจากเมื่อปี 2553 ที่อยู่ที่ 64% ขณะที่ราว 90% ของกลุ่มรวยสุดๆ เลือกที่จะใช้เวลากับคนในครอบครัวและเพื่อนสนิท






