background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

"หยดเลือด-น้ำตา":เบื้องหลังมือถือยอดฮิต

"หยดเลือด-น้ำตา":เบื้องหลังมือถือยอดฮิต

จริงอยู่ที่ "ไอโฟน" ช่วยให้เราทำอะไรได้หลายอย่าง แต่อีกด้านของเหรียญ กระแสบูมของแกดเจ็ตเหล่านี้กลับมีส่วนผลักให้จำนวนเหยื่อความรุนแรงในคองโ

ประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะแร่สำหรับใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ แลกมาด้วยความสูญเสียของแรงงานและเด็กที่ถูกกลุ่มต่างๆ เอารัดเอาเปรียบ ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และสัตว์ป่าที่ต้องล้มตายจากการบุกรุกของกองทัพตามล่าแร่สีเลือด

นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า เรื่องนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักล็อบบี้ยิสต์ของบริษัทผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ องค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สหรัฐ เพื่อหาบทสรุปกฎหมายปฏิรูปภาคการเงินที่เรียกว่า กฎหมายดอดด์-แฟรงค์ (The Dodd-Frank Act) ซึ่งกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนที่ใช้แร่บางชนิดจากพื้นที่ในแอฟริกากลางที่มีสงครามกลางเมือง ต้องรายงานต่อผู้ถือหุ้นและก.ล.ต.สหรัฐ ไม่ว่าแร่ที่จัดหามานั้นจะมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือไม่

มาตรการดังกล่าว เป็นความพยายามที่จะสกัดกองกำลังติดอาวุธที่ครอบครองแหล่งแร่ และขายแร่สีเลือดเหล่านี้ แลกกับเงินที่นำไปใช้จัดหาอาวุธ ซึ่งบริษัทที่เข้าข่ายต่างเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว แต่หลายบริษัทต้องการผ่อนคลายข้อกำหนดที่เข้มงวดลงบ้าง การชะลอระยะเวลาเริ่มบังคับใช้ออกไป การยกเว้นกรณีที่ใช้แร่จำนวนไม่มาก และกำหนดนิยามคร่าวๆ เกี่ยวกับประเภทของการใช้แร่ที่เข้าข่ายต้องแจ้ง

ผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคแทบทุกชนิด ที่มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบ อย่างน้อยต้องใช้แร่ 1 ใน 4 ชนิดนี้ ได้แก่ แร่โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือและกังหันยักษ์ แร่แคสสิเทอไรต์ หรือแร่ดีบุกที่ใช้ในการผลิตกระป๋องกาแฟและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แร่วุลแฟรม ซึ่งใช้ในการผลิตทังสเตนในหลอดไฟและเครื่องจักรต่างๆ และแร่ทองคำ ที่ใช้เป็นสื่อนำอิเล็กทรอนิกส์

แร่เหล่านี้กลับมีส่วนให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทารุณทางเพศ กองทัพทหารเด็ก และประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้ความขัดแย้งในแอฟริกากลางหนักหนาสาหัสขึ้น เพราะเม็ดเงินที่ได้ถูกกลุ่มต่างๆ นำไปใช้ซื้ออาวุธมาประหัตประหารกัน

ทว่าบริษัทผู้ผลิตยังคลางแคลงใจ ถึงความมีประสิทธิภาพของการติดตามแหล่งแร่ทุกอย่างที่ใช้ ยังไม่นับรวมถึงแนวปฏิบัติว่าใช้ได้จริงหรือไม่ และค่าใช้จ่ายที่จะตามมา

"ริก กอสส์" รองประธานฝ่ายสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสภาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ บอกว่า อำนาจที่แข็งกร้าวในประเทศเหล่านี้สะท้อนผ่านสารพัดวิธีในการหาเงิน ลำพังการตัดแหล่งรายได้เดียวของผู้นำหรือกองกำลังทั้งหลายจะเพียงพอที่จะยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้จริงหรือ

ขณะที่แนวปฏิบัติของ ก.ล.ต. คืบหน้าอย่างช้าๆ ทั้งที่มีเส้นตายในเดือนเมษายนปีที่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความเห็นจากผู้ผลิต บริษัทเหมืองแร่ และนักลงทุน

ประเด็นที่ยังต้องหาข้อสรุป รวมถึงคำจำกัดความว่าแร่อะไรเข้าข่ายเป็นแร่ที่มีความขัดแย้งบ้าง และควรศึกษาต้นทุนจากกฎระเบียบนี้ โดยก่อนหน้านี้ก.ล.ต. ประเมินว่า บริษัทอาจต้องใช้เงินราว 71 ล้านดอลลาร์ เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว ขณะที่สมาคมผู้ผลิตแห่งสหรัฐประเมินว่ากฎระเบียบนี้จะมีต้นทุนประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ ถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

"เออร์มา วิลลาร์เรียล" ประธานที่ปรึกษาฝ่ายหลักทรัพย์ของคราฟท์ ฟู้ดส์ ระบุว่า คราฟท์ผลิตสินค้าหลากหลายกว่า 40,000 ชนิด และใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์กว่า 100,000 ราย จึงเป็นงานยักษ์ที่จะตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวกับแร่ที่มีความขัดแย้ง

แต่บริษัทที่หนุนกฎระเบียบใหม่เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น อย่างอินเทล โมโตโรลา และฮิวเลตต์-แพคการ์ด เริ่มตรวจสอบและปรับสายการผลิตเพื่อเลี่ยงการใช้แร่สีเลือดบ้างแล้ว