หลังแยกทางพันธมิตรเก่าแก่ “มหากิจศิริ” ในการผลิตกาแฟในประเทศไทย ได้เวลาที่ยักษ์อาหารระดับโลก “เนสท์เล่” จะเดินหน้าต่อไม่รอข้อพิพาทยุติ ล่าสุดจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ “House of NESCAFÉ Thailand” โรงงานแห่งใหม่ที่งทุนมูลค่า 23,000 ล้านบาท ในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ
พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจากตัวแทนรัฐบาล ภาครัฐ และผู้บริหารเนสท์เล่เข้าร่วมงาน ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรองประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นายฟาบรีซ ฟีลีเย เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) นายเรมี เอเจล รองประธานกรรมการบริหารและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ โซนเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะที่ปรึกษาเนสท์เล่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า และนายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และตลาดเกิดใหม่ ระดับภูมิภาคเอเชีย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด
นายเรมี เอเจล รองประธานกรรมการบริหารและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ โซนเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา (AOA) เปิดเผยว่า ธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก และเนสกาแฟเป็นหนึ่งในแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับโลก รวมทั้งเป็นแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของไทย ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่ใหญ่ที่สุดและมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดของบริษัทด้วย
“การลงทุนในโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่นี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟอย่างยั่งยืนในระยะยาว การลงทุนครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเนสท์เล่ต่ออนาคตของประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของเราที่มีต่อประเทศ อุตสาหกรรมกาแฟไทย และชุมชนที่เราดำเนินงานอยู่”
นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า พื้นที่ที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก ซึ่งบริษัทมีความภูมิใจที่โรงงานแห่งนี้จะสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกเหนือจากการผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสำหรับผู้บริโภคชาวไทยแล้ว โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานในท้องถิ่น และสนับสนุนเกษตรกรและซัพพลายเออร์ไทยที่จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ในการผลิตให้แก่โรงงาน
“ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อรัฐบาลไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และพันธมิตรทางธุรกิจของเรา สำหรับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการก่อตั้งโรงงานแห่งใหม่นี้ และร่วมกันสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้แก่อุตสาหกรรมกาแฟของประเทศไทย”
สำหรับการก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ “House of NESCAFÉ Thailand” ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยคาดว่า โรงงานจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงหลังของปี 2571 ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตร่วมกันในระยะยาวในประเทศไทย
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรองประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า โรงงานนี้คือบทพิสูจน์ที่ทรงพลังที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จเมื่อองค์กรระดับโลกผนึกกำลังกับรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนโอกาสให้เกิดการลงมือทำจริง และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับการลงทุน อำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ และขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วและความเด็ดเดี่ยวตามที่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ต้องการ
“ผมขอเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นว่า รัฐบาลไทยพร้อมยืนเคียงข้างนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างเนสท์เล่ นักลงทุนที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสู่ประเทศไทย นักลงทุนที่พัฒนาคนของเรา นักลงทุนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด นักลงทุนที่ไม่ได้สร้างแค่โรงงาน แต่ร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน”
เนสท์เล่ ระบุว่า โรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งนี้จะติดตั้งเทคโนโลยีการสกัดกาแฟและเทคโนโลยีการกักเก็บกลิ่นหอมของกาแฟที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสท์เล่ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพสูงแก่ผู้บริโภคชาวไทย
ภายในพื้นที่ยังส่วนศูนย์กระจายสินค้าภายในพื้นที่โครงการ จะเชื่อมโยงการผลิต การจัดเก็บอัตโนมัติ การจัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อ และการจัดส่งออกจากคลังแบบเรียลไทม์ โดยระบบคลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับจัดเก็บและเลือกหาสินค้าที่ทันสมัย (Automated Storage and Retrieval System - ASRS) จะสามารถรองรับการจัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 100,000 พาเลท โรงงานยังใช้ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่ทันสมัย และระบบการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประสานการดำเนินงานในขั้นตอนทั้งหมดให้เป็นไปอย่างราบรื่น ช่วยยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน
นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานกว่า 500 ตำแหน่ง พร้อมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและซัพพลายเออร์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบและวัสดุจากภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี ตอกย้ำการเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าไทยรายใหญ่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี





