3 ผู้นำธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล พลิกโฉมมหานครสู่ระดับโลก แบ่งปันมุมมองการเคลื่อน “เมืองที่ชนะอนาคต” มีเงินอาจสร้างเมืองได้ แต่สิ่งสำคัญต้องมีจิตวิญญาณ พร้อมเรียนรู้ความสำเร็จ “โคเปนเฮเกน” เมืองน่าอยู่สุดในโลก สู่เมืองยั่งยืน
เดือนตุลาคม 2569 ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกมากมาย หนึ่งในอีเวนต์สำคัญคือ “CNN Global Perspectives in Bangkok” รายการสดจากสื่อยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง CNN ที่ปักหมุดจัดในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก
“CNN Global Perspectives in Bangkok” ได้รวบรวมผู้ทรงเกียรติ ผู้นำทางการเมือง ภาคธุรกิจ บุคลากรทางวัฒนธรรม นักคิดผู้ทรงอิทธิพล มาขึ้นเวทีที่กรุงเทพมหานคควบคู่ไปกับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group)ด้วย
บนเวทีมีหลากหัวข้อที่นำเสนอ หนึ่งในนั้นคือ “Cities That Win the Future” หรือ “เมืองที่ชนะอนาคต” ด้วยการหยิบประเด็นผ่านการตั้งคำถาม ทำไมเมืองบางแห่งจึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ(Talent) เม็ดเงินลงทุน โอกาสใหม่ๆได้ ทว่า หลายเมืองกลับต้องดิ้นรนเพื่อรักษาความเร็วในการพัฒนาเอาไว้
ภายใต้นิยามของการแข่งขันระหว่างเมืองใหญ่ทั่วโลกทวีความดุเดือด ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจเลือกเมืองหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกเมือง? และผู้นำเมืองในยุคนี้ควรทำอย่างไรเพื่อก้าวนำหน้าอยู่เสมอ?
3 ผู้นำธุรกิจแห่งฮ่องกง ไทย และโคเปนเฮเกน ได้แก่ นายเบอร์นาร์ด ชาน (Honourable Bernard Chan) ประธานกรรมการ Asia Financial Holdings นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ เฮลเลอ เซอโฮลต์ (Helle Søholt) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบอร์ด Gehl บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบเมือง ร่วม แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจ
“ไอคอนสยาม” แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกโปรเจคแห่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สำคัญยังกลายเป็นพื้นที่ของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือกิจกรรมเคาท์ดาวน์ที่สำนักข่าว “CNN” ปักหลักถ่ายทอดสดค่ำคืนส่งท้ายปี การจุดพลุอย่างยิ่งใหญ่ตระการตลอดริมแม่น้ำเจ้าพระยามา 3 ปีแล้ว
ไอคอนสยาม มุ่งเป็นตัวแทนที่สุดของไทย
นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า พันธกิจสำคัญของกลุ่มสยามพิวรรธน์ คือการสร้างจุดหมายปลายทางระดับโลก และยังกลายเป็น "ตัวแทนสิ่งที่ดีที่สุดในประเทศไทย"
การพัฒนาโปรเจค “ไอคอนสยาม” ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลฝั่งธนบุรีของแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเมืองหลวง มหานคร หรือ "ราชธานีแห่งที่สามของไทย" มาก่อนที่จะเกิดการสถาปนากรุงเทพมหานคร
ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นดั่ง “สายเลือดใหญ่ของคนไทย” ทำให้การเนรมิตร “ไอคอนสยาม” ไม่ใช่แค่การสร้าง “แลนด์มาร์ก” ของประเทศ แต่เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาให้ฝั่งธนบุรีมีความเจริญเติบโตทัดเทียมกับฝั่งกรุงเทพฯด้วย ดังนั้นในเดินหน้าโครงการจึงมีการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อแบ่งปันคุณค่า การเริ่มโครงการจึงมีการพูดคุยรับฟังความคิดเห็นจาก 13 ชุมชนในรัศมี 1 กิโลเมตร(กม.) รอบโครงการ รวมถึงผู้เดินทางด้วยเรือ สมาคมเรือ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เพื่อถามถึงความต้องการเห็นอะไรบน "แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ" แห่งนี้
สำหรับ “ไอคอนสยาม” เป็นโปรเจคที่มีการลงทุนมากกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ ใช้เวลากว่า 7 ปี เพื่อหลอมรวมความเป็นเอกลักษณ์และวิถีความเป็นไทย มีการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมารวมไว้ในพื้นที่แห่งนี้อย่างครบครัน จนนำไปสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางของนักช้อปปิงทั่วโลก”
“การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไอคอน เพื่อดึงดูดผู้คนทั่วโลก และการส่งเสริมเอกลักษณ์ของชุมชนอย่างยั่งยืน จึงต้องสร้างขึ้นด้วยหัวใจและจิตวิญญาอย่างแท้จริง และไอคอนสยาม ได้วางเป้าหมายสู่การเป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีที่สุดในประเทศไทยและคนไทย ด้วยการดึงจุดเด่นของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็นมหานคร และประเทศอันดับหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกปรารถนามาเยี่ยมเยือนมากที่สุด นอกจากมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงาม เสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่สุด คือจิตวิญญาณของคนไทยที่พร้อมโอบรับทุกคน”
ความสำเร็จเมือง ไม่ได้วัดแค่จีดีพีโต
นายเบอร์นาร์ด ชาน (Honourable Bernard Chan) ประธานกรรมการ Asia Financial Holdings กล่าวด้วยการตั้งคำถามถึงการวัดความสำเร็จของเมืองผ่านค่านิยมเดิมๆ โดยเฉพาะมองการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ “ตัวเลขจีดีพี” ที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน
“ผู้คนเริ่มมองไปมากกว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเหล่านั้น แล้วจิตวิญญาณของเมืองอยู่ตรงไหน"
ตัวอย่างย่านศิลปะและวัฒนธรรมที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือวัฒนธรรมเวสต์เกาลูน (West Kowloon Cultural District) ในฮ่องกง ที่จนถึงปัจจุบันย่านนี้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเงินลงทุนที่มหาศาล แต่การสร้างย่านนี้ ไม่เพียงคอบโจทย์เฉพาะผู้คนที่ชื่นชอบศิลปะ วัฒนธรรม หรือดนตรี ในการเข้ามาเสพผลงาน เพราะหากเพียงเป้าหมายกลุ่มนี้ย่อมไม่คุ้มค่าการลงทุน ดังนั้นพื้นที่จึงถูกทุ่มทุนสร้างมาเพื่อทุกคน
"ผมมักจะถูกถามอยู่เสมอว่า มันคุ้มค่าจริงหรือ หากสร้างเพื่อคนเสพศิลปะ และดนตรี แต่พื้นที่ถูกสร้างมาเพื่อคนทุกคน”
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ฮ่องกงยังคงความสามารถในการแข่งขันได้ดีทัดเทียมกับมหานครอื่นๆ ทั้งนิวยอร์ก ลอนดอน และกรุงเทพฯ อย่างกรุงเทพฯ ที่ศิลปะกำลังเติบโตก้าวกระโดด
"เวลาผมพูดถึงตัวเลขห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นคือส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์(Hardware) ถ้าคุณมีเงิน คุณสามารถสร้างฮาร์ดแวร์ได้ แต่ซอฟต์แวร์(Software)อยู่ที่ไหนคุณจำเป็นต้องมีคอนเทนต์ที่ดี และต้องมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย ซึ่งหลายเมืองไม่ว่าจะเป็นไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ต่างพยายามดึงดูดคนเก่งมาสร้างคอนเทนต์ที่ดี"
เรียนรู้วัฒนธรรม คนพื้นที่ พลิกสู่เมืองน่าอยู่ของโลก
โคเปนเฮเกน ถูกจัดอันดับเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ตามด้วยเวียนนา เมลเบิร์น ซิดนีย์ ซูริก เจนีวา โอซากา อะดีเลด แวนคูเวอร์ และโตเกียว ในฐานะที่ เฮลเลอ เซอโฮลต์ (Helle Søholt) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบอร์ด Gehl บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบเมือง จากกรุงโคเปนเฮเกน จึงถูกถามถึงการที่เมืองจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก
ท่ามกลางประชากรโลก 2 ใน 3 ทั่วโลกล้วนอาศัยอยู่ในเขตเมือง นับเป็นความโชคดีในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาให้กับหลายเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ในโลก แต่เป้าหมายไม่ใช่การลอกเลียนแบบโคเปนเฮเกน แต่คือการเรียนรู้จากวัฒนธรรม เรียนรู้จากผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น การบันทึกและศึกษาชีวิตสาธารณะ (Public Life) ตามที่เรียกกัน รวมถึงการวางผังเมืองที่เอื้ออำนวยและเชิดชูวิถีชีวิตเหล่านั้น
ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา โคเปนเฮเกนได้พลิกโฉม เช่น การเปลี่ยนลานจอดรถให้กลายเป็นสวนสาธารณะและจัตุรัสชุมชน การปรับปรุงถนนหนทางให้เอื้อต่อการเดินเท้าและการปั่นจักรยาน อดีตพื้นที่ริมท่าเรือที่เคยเข้าถึงไม่ได้ ปัจจุบันกลับกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถลงไปว่ายน้ำได้ และสามารถเดินหรือปั่นจักรยานลัดเลาะรอบท่าเรือชั้นในได้ทั้งหมด
“แค่ได้เดินทอดนัยน์ตาเพลิดเพลินไปทั่วทั้งเมืองก็น่าอภิรมย์แล้ว" เธอกล่าวและเสริมว่า "การเลี้ยงดูลูกสักคนในโคเปนเฮเกนกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน การเดินทางไปกลับระหว่างโรงเรียนหรือที่ทำงานก็ทำได้อย่างง่ายดาย"
เมืองในลักษณะนี้ ยังเป็นแรงดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงและเม็ดเงินลงทุนเข้ามา ดังนั้นจึงต้องการเรียกร้องให้มีการสร้าง "เมืองเพื่อชีวิต" (Built for life) ให้มากขึ้น ทั้งชีวิตสาธารณะของผู้คนที่เกิดขึ้นระหว่างอาคารบ้านเรือน และธรรมชาติที่สอดแทรกอยู่ภายในเมือง
สิ้นสุดยุคเมกะซิตี้
ปัจจุบันเมืองที่มีอันดับความน่าอยู่พุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุด ซึ่งรวมถึงนิวยอร์ก ริโอเดอจาเนโร โยฮันเนสเบิร์ก โตเกียว และเมืองต่างๆ อีกหลายแห่งในประเทศจีน
การต้านแนวคิดการสร้างเมืองใหม่ขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งแต่เริ่มต้น พิธีกรตั้งข้อโต้แย้งถึงยุคของมหานครขนาดใหญ่ (Mega-city) ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมยกตัวอย่างโครงการ เดอะ ไลน์ (The Line) ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ขณะนี้ชะลอการก่อสร้าง ต่อประเด็นนี้ เซอโฮลต์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นแนวทางที่มีความยั่งยืนมากที่สุด
“การเปลี่ยนสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นพื้นที่ที่สีเขียวมากขึ้น มีความทั่วถึงครอบคลุม และมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้น และงานออกแบบมีอิทธิพลต่อสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่ง 80% ของสุขภาพผู้คนถูกกำหนดโดยการออกแบบพื้นที่สาธารณะ และฉันมักจะโตอย้งเสมอว่า พื้นที่สาธารณะคือสุทธิมนุษยชน”





