วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยเตรียมเก็บเงิน ‘นักท่องเที่ยว’ 3 เด้ง รวม 2,570 บาท ค่า PSC-ค่าเหยียบแผ่นดิน-ภาษีออกนอกประเทศ

ไทยเตรียมเก็บเงิน ‘นักท่องเที่ยว’ 3 เด้ง รวม 2,570 บาท คิดเป็นเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ทั้ง ‘ค่าธรรมเนียม PSC’ อัตรา 1,120 บาทต่อคนสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ จ่อเก็บเพิ่มอีก 2 รายการ ได้แก่ ‘ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว’ (หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน) เก็บเฉพาะต่างชาติเดินทางทางอากาศ 450 บาทต่อครั้ง คาดเริ่มเก็บปี 2570 ส่วนภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาทต่อครั้ง ที่ ‘กรมสรรพากร’ เพิ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ ตั้งแต่ 30 ก.ย.-29 ต.ค. 2569

ประเทศไทยเตรียมเก็บเงินภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ จาก “นักท่องเที่ยว” รวม 3 รายการ ครอบคลุม “ค่าธรรมเนียมบริการผู้โดยสาร” (PSC) ซึ่งเริ่มจัดเก็บไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดเก็บเพิ่มอีก 2 รายการ ทั้ง “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” จัดเก็บเฉพาะชาวต่างชาติ และ “ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ” ที่จัดเก็บทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

 

1.ค่าธรรมเนียมบริการผู้โดยสาร (PSC)

หน่วยงาน: บริษัท บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT)

อัตรา: 1,120 บาทต่อคน

เป็นประเด็นร้อนในช่วงกลางปี 2569 เมื่อ AOT ยืนยันการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ จากเดิมเก็บอัตรา 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศ คงเดิมที่ 130 บาทต่อคน (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ไทยเตรียมเก็บเงิน ‘นักท่องเที่ยว’ 3 เด้ง รวม 2,570 บาท ค่า PSC-ค่าเหยียบแผ่นดิน-ภาษีออกนอกประเทศ

2.ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ

หน่วยงาน: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

อัตรา: 450 บาทต่อคน (เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ)

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ค่าเหยียบแผ่นดิน)  อัตรา 450 บาทต่อคนสำหรับการเดินทางทางอากาศ คาดเริ่มจัดเก็บภายในปี 2570 หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์เกี่ยวกับร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเปิดให้ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม-28 กันยายน 2569 มี “ผู้เห็นด้วย” กับร่างประกาศฯ 80.5%

ร่างประกาศดังกล่าว เสนอจัดเก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเกณฑ์ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางอากาศเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ และชะลอทางบก-ทางน้ำไว้ 1 ปี รายได้จะเข้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย” โดยส่วนหนึ่งจะนำไปจัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยวผู้ชำระค่าธรรมเนียม ครอบคลุมกรณีเสียชีวิต และค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความคุ้มครอง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว

ส่วนรายได้หลังหักค่าจัดเก็บ และค่าประกันภัย กระทรวงการท่องเที่ยวฯ คาดว่าจะมีเม็ดเงินอย่างน้อยราว 8,000 ล้านบาท สำหรับนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยการหารือครั้งนี้ได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ว่าเงินกองทุนควรสนับสนุนพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรให้ทั่วถึง พร้อมข้อเสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินให้ตรวจสอบได้

ไทยเตรียมเก็บเงิน ‘นักท่องเที่ยว’ 3 เด้ง รวม 2,570 บาท ค่า PSC-ค่าเหยียบแผ่นดิน-ภาษีออกนอกประเทศ

3.ภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ

หน่วยงาน: กรมสรรพากร

อัตรา: 1,000 บาทต่อครั้งในระยะแรก เก็บจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ (เพดานสูงสุด 5,000 บาทต่อครั้ง)

“กรมสรรพากร” เปิดรับฟังความเห็นร่าง พรบ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จ่อเก็บ 1,000 บาทต่อครั้งในระยะแรก จากทั้งคนไทยและต่างชาติ เพดานไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ law.go.th เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.-29 ต.ค. 2569

รัฐบาลมีนโยบายที่จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังจึงได้มอบหมายให้กรมสรรพากรพิจารณาการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจากผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร "ทุกสัญชาติ"

ไทยเตรียมเก็บเงิน ‘นักท่องเที่ยว’ 3 เด้ง รวม 2,570 บาท ค่า PSC-ค่าเหยียบแผ่นดิน-ภาษีออกนอกประเทศ

สำหรับประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น มีดังนี้

1.จัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจากผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทุกสัญชาติ แต่ไม่รวมถึงผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับการประกอบกิจการขนส่งซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องเสียค่าโดยสาร และเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยหน้าที่การงานของผู้ประกอบกิจการขนส่งซึ่งตนมีหน้าที่

2.ให้ผู้เดินทางมีหน้าที่เสียภาษีทุกครั้งที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท

3.ให้ผู้เดินทางตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงได้รับยกเว้นภาษี

3.1 ในระยะแรกให้ผู้เดินทางโดยทางบกหรือทางน้ำได้รับยกเว้นภาษี

3.2 สำหรับผู้เดินทางโดยทางอากาศ ให้กำหนดผู้ได้รับยกเว้นภาษีตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ได้รับยกเว้นตามการจัดเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออก [Passenger Service Charge (PSC)] ดังต่อไปนี้

(1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา พระชามาดา พระสุณิสา พระเจ้าหลานเธอ และผู้ติดตามในขบวนเสด็จ

(2) สมเด็จพระสังฆราช และผู้ติดตามในขบวนเสด็จ

(3) ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ และผู้ติดตาม

(4) ราชอาคันตุกะของพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี และผู้ติดตาม

(5) อาคันตุกะของรัฐบาล และผู้ติดตาม

(6) เด็กอายุไม่เกิน 2 ปี

(7) คณะผู้ตรวจขององค์การห้ามอาวุธเคมี

(8) ผู้โดยสารซึ่งเดินทางโดยอากาศยานของราชการไทยหรือของราชการต่างประเทศ หรือโดยอากาศยานอื่นที่ใช้ในภารกิจของราชการนั้น

(9) ผู้โดยสารผ่าน ซึ่งมิได้ออกไปนอกบริเวณห้องผู้โดยสารผ่าน ในกรณีการเดินทางระหว่างประเทศ

(10) ผู้โดยสารผ่าน ซึ่งจำเป็นต้องพักอยู่ภายในสนามบินเพื่อเปลี่ยนเครื่อง ในกรณีการเดินทางภายในประเทศ

4.ในระยะแรกให้กำหนดอัตราภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท

5.ให้ผู้เดินทางเสียภาษีก่อนเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งหรือตัวแทน ซึ่งจำหน่ายบัตรโดยสารเป็นผู้เรียกเก็บภาษีจากผู้เดินทางพร้อมกันกับการเรียกเก็บค่าโดยสาร

6.ในกรณีที่ผู้เดินทางไม่ได้ซื้อบัตรโดยสารหรือไม่ได้ชำระค่าโดยสารผ่านผู้ประกอบกิจการขนส่ง หรือตัวแทนซึ่งจำหน่ายบัตรโดยสาร หรือเป็นการเดินทางที่ไม่มีการออกบัตรโดยสารหรือไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสาร ให้ผู้เดินทางเสียภาษีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

7.ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

8.ไม่ใช้บังคับกับผู้เดินทางที่ซื้อบัตรโดยสารก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับและได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตั้งแต่หรือหลังจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

9.กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินและเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมทั้งมีอำนาจออกหมายเรียกหรือคำสั่ง ตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

10.กำหนดเบี้ยปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือที่ต้องชำระหรือนำส่ง และกำหนดเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือที่ต้องชำระหรือนำส่ง โดยไม่รวมเบี้ยปรับ

11.กำหนดโทษสำหรับกรณีหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีโดยการแจ้งข้อความหรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ การแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือการกระทำโดยวิธีการอื่น รวมทั้งกรณีขัดขวางหรือไม่ให้ความร่วมมือ แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และกรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยอาจใช้การปรับเป็นพินัย