วานนี้ (6 ต.ค.) “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ได้หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม พร้อมติดตามความคืบหน้าแนวทางการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ต่อเนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ซึ่งมี “ผู้เห็นด้วย” กับร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 80.5%
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะนำข้อมูลทั้ง 2 ส่วนไปพิจารณากำหนดแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียม การจัดทำประกันภัยเพื่อลดภาระค่ารักษาของรัฐ และนำรายได้ไปจัดสรรเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวผ่านกองทุนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ เคยมีประกาศผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2566 แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ทำให้ประกาศฉบับดังกล่าวชะลอออกไป ยังไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ก่อนนำไปบังคับใช้จริง
“ล่าสุดได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ผ่านเว็บไซต์ www.law.go.th ซึ่งปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงวานนี้ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง”
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะจัดเก็บเฉพาะ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีการจัดเก็บจากคนไทยแต่อย่างใด
โดยนำเงินรายได้เข้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย” ใช้ในวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การจัดทำประกันภัยและประกันชีวิตให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเป็นหลักประกันในการดูแลและรักษาพยาบาลยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รวมถึงการนำเงินจากกองทุนนี้ไปพัฒนา ฟื้นฟู ดูแลแหล่งท่องเที่ยว สนับสนุนภารกิจด้านการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์และสร้างความยั่งยืน
สุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การท่องเที่ยว” ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสถิติ 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 23 ล้านคน สร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศกว่า 1.14 ล้านล้านบาท การรักษาความเชื่อมั่นจึงต้องครอบคลุมทั้ง “ความปลอดภัย” ของผู้เดินทางและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว
“ผลการรับฟังครั้งนี้จะช่วยให้เราออกแบบนโยบายในการสร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดหาประกันภัยที่คุ้มครองนักท่องเที่ยวและบรรเทาภาระของสถานพยาบาล ลดภาระภาษีประชาชน พร้อมนำรายได้ไปดูแลแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนอย่างทั่วถึง”
ร่างประกาศฯ เสนอจัดเก็บอัตรา “450 บาทต่อคน” เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเกณฑ์ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางอากาศเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ และชะลอทางบก-ทางน้ำไว้ 1 ปี รายได้จะเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยส่วนหนึ่งจะนำไปจัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยวผู้ชำระค่าธรรมเนียม ครอบคลุมกรณีเสียชีวิต และค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความคุ้มครอง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว
ส่วนรายได้หลังหักค่าจัดเก็บและค่าประกันภัย คาดว่าจะมีเม็ดเงินอย่างน้อยราว 8,000 ล้านบาท สำหรับนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยการหารือครั้งนี้ได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ว่าเงินกองทุนควรสนับสนุนพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรให้ทั่วถึง พร้อมข้อเสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินให้ตรวจสอบได้
สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ระหว่างวันที่ 24 ส.ค. - 28 ก.ย. 2569 มีผู้ร่วมแสดงความเห็น 5,954 คน โดย 80.5% เห็นด้วยกับร่างประกาศฯ และ 78.3% เห็นด้วยกับอัตรา 450 บาทต่อคน ส่วนประเด็นที่ยังเห็นต่างคือการเก็บอัตราเท่ากันทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ ด้านวิธีจัดเก็บ ส่วนใหญ่ 36.26% เห็นด้วยกับช่องทางการจัดเก็บผ่านบัตรโดยสาร เพื่อลดขั้นตอนและความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่ากว่า 80 ประเทศมีการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างกัน ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และบาหลี สำหรับไทยมีเป้าหมายให้ผู้มาเยือนร่วมสมทบค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการดูแลแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดการพึ่งพาภาษีคนไทยเพียงทางเดียว
“ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่มีการจัดตั้งกองทุนลักษณะนี้ ปัจจุบันมีกว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่ดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีการท่องเที่ยวด้วยหลากหลายวิธี โดยแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติมีขึ้นราวปี 2561-2562 แต่ต้องชะลอไปก่อนเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างรุนแรง พอสถานการณ์ดีขึ้นก็มีการนำเรื่องนี้มาหารือกันใหม่”
ที่ประชุมมีการกล่าวถึง “ภาระค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติ” ของสถานพยาบาลรัฐตามแนวชายแดนที่เรียกเก็บไม่ได้ ซึ่งมีตัวเลขราว 7,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมชาวต่างชาติหลายกลุ่ม ขณะที่ประกันภัยภายใต้มาตรการนี้ มุ่งคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่ชำระค่าธรรมเนียม กระทรวงฯ จึงเน้นออกแบบประกันภัยที่สถานพยาบาลตรวจสอบสิทธิและเบิกจ่ายได้จริง เพื่อลดค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้และภาระภาษีประชาชน พร้อมตรวจสอบปีฐานและขอบเขตตัวเลขกับหน่วยงานสาธารณสุข
ด้าน “ภาคเอกชน” เสนอให้กำหนดอัตราที่ไม่กระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง จัดเก็บโดยไม่เพิ่มความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาข้อยกเว้นสำหรับผู้ค้าชายแดนและผู้เดินทางข้ามแดนประจำ และสื่อสารสิทธิและเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัด แม้ประเมินว่านักท่องเที่ยวกว่า 80% โดยเฉพาะจากยุโรปและอเมริกามีประกันเดินทางอยู่แล้ว ภาคเอกชนยังขอให้เปิดเผยรายรับ การเบิกจ่าย ค่าประกันภัย และผลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งกองทุนรับไปพิจารณากลไกกำกับดูแลให้ตรวจสอบได้
กระทรวงฯ จะประมวลข้อเสนอจากเวทีหารือร่วมกับผลการรับฟังออนไลน์ เพื่อให้ร่างประกาศฯ มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ พร้อมหารือสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องวิธีการจัดเก็บ การกำหนดข้อยกเว้น แนวทางการจัดหาประกันภัย และการใช้จ่ายเงินกองทุน





