BAFS กางวิสัยทัศน์รับมือความท้าทาย ชี้ตลาดการบินฟื้นตัวแบบ "K-Shaped" สายการบินฟูลเซอร์วิสโตแกร่ง ขณะโลว์คอสต์เจอพิษราคาน้ำมัน จี้รัฐเร่งลดภาษีสรรพสามิต-อุ้มค่าธรรมเนียมสนามบินช่วยสายการบินต้นทุนต่ำ พร้อมดันไทยขึ้นชั้น "SAF Hub" อาเซียน ชูโมเดลเกษตรยั่งยืน-ขายคาร์บอนเครดิต CORSIA รับเทรนด์ Net Zero
หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยกับ กรุงเทพธุรกิจ ถึงวิสัยทัศน์และการปรับตัวของภาคพลังงานและการบินประเทศไทย อย่างรอบด้านว่า ภาพรวมธุรกิจการบินและท่องเที่ยวไทยปี 2569 เผชิญความท้าทายสูงจากสงครามในตะวันออกกลางและการสวิงของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี ตลาดการบินเกิดภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shaped Recovery อย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น
- กลุ่มสายการบินฟูลเซอร์วิส (Legacy Airlines) มีความยืดหยุ่น (Resiliency) สูง มีการทำประกันความเสี่ยง ราคาน้ำมัน (Hedging) สามารถปรับเส้นทางบินตรง (Direct Flight) เช่น อัมสเตอร์ดัม ลอนดอน และแคปเจอร์นักท่องเที่ยวสลับเส้นทาง (Transit) จากออสเตรเลียไปยุโรปผ่านไทยได้ดี ปริมาณการเติมน้ำมันสนามบินสุวรรณภูมิเติบโตเฉลี่ยที่ 12 ล้านลิตรต่อวัน ใกล้เคียงปี 2019 ก่อนโควิด-19 ที่อยู่ 13 ล้านลิตรต่อวัน
- กลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Carriers: LCC) ได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากไม่ได้ทำ Hedging ราคาน้ำมัน ประกอบกับเจอการสควีซของมาร์จิน และต้นทุนค่าธรรมเนียมสนามบินที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากปริมาณการเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมืองซึ่งเป็น Hub ของ LCC อยู่ที่เพียง 2.6 - 2.7 ล้านลิตรต่อวัน หายไปถึง 33% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด (ปี 2019 อยู่ที่ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน)
ดังนั้น BAFS จึงอยากเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นมือช่วยเหลือกลุ่ม LCC และการบินในประเทศ อาทิ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินในประเทศ ซึ่งปัจจุบันรัฐเก็บอยู่ประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระต้นทุนตั๋วเดินทาง
พร้อมออกมาตรการส่วนลดค่าธรรมเนียมสนามบินดอนเมือง โดยเสนอให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT พิจารณาให้ส่วนลดค่าธรรมเนียม (Landing/Parking fees) ณ สนามบินดอนเมืองเพื่อพยุงฐานการเดินทางของประชาชน
- ดันไทยขึ้นชั้น "SAF Hub" อาเซียน
ในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และการรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมสากลนั้น หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF Hub) ของภูมิภาคเนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ยังขาดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่เด็ดขาด ประกอบด้วย
- การผลักดันมาตรฐานในเวทีโลก (ICAO) ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยผลักดันให้เวทีสากลยอมรับมาตรฐานการผลิตของไทย อาทิ สนับสนุนให้กากน้ำตาลประเภท C-Molasses ของไทย ซึ่งไม่มีกลูโคสเหลือพอทำน้ำตาลแล้ว ให้สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต SAF ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล
- ข้อเสนอนโยบายบังคับใช้ (SAF Mandate) เสนอให้กระทรวงพลังงานกำหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้ค้าน้ำมันอากาศยานต้องมีส่วนผสม SAF อย่างน้อย 1% เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนและการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
- โมเดลเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นวัตถุดิบทางเลือกที่นำมาเสริมวัตถุดิบแบบเดิมที่มีข้อจำกัดในเรื่องกระบวนการจัดเก็บ ซึ่ง BAFS มองเห็นว่ามีพืชทางเลือกหลายชนิดที่มีคุณสมบัติสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบได้ อาทิ "ปอป่า" (Camelina) ซึ่งเป็นพืชอายุสั้นเพียง 90 วัน ปลูกเสริมในแปลงนาช่วงพักรอบการทำนา ช่วยเพิ่มไนโตรเจนในดินและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร
- รวมถึงต้นหยีน้ำ (Pongamia Pinnata) ไม้พุ่มยืนต้นพื้นเมือง ซึ่งเมื่ออายุครบ 3 ปีก็สามารถให้ผลผลิตได้ โดยนำผลดอกมาสกัดน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ โดยเกษตรกรสามารถปลูกหยีน้ำบนคันนา พร้อมปลูกปอป่าในแปลงนา นำมาผสมผสานกับน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ป้อนเข้าโรงกลั่น SAF ซึ่งสามารถผสมใช้ได้สูงสุด 50% ตามมาตรฐานสากล
- "คาร์บอนเครดิต CORSIA" ตัวกลางเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดโลก
นอกจากนี้ BAFS ถือเป็นผู้ริเริ่มโครงการเปลี่ยนโหมดขนส่งน้ำมันจากรถบรรทุกสู่ระบบท่อขนส่งน้ำมัน ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปใช้ในโครงการ CORSIA ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการช่วย ลดก๊าซเรือนกระจก ไปแล้วเกือบ 150,000 ตัน และเป็นโครงการแรกในไทยที่ผ่านขั้นตอนอันเข้มงวดตลอด 6-7 ปี จนได้รับหนังสืออนุมัติ (LOA) และมาตรฐาน VerRA เพื่อนำไปใช้ชดเชยตามกรอบ CORSIA ในภาคการบินสากล
ทั้งนี้ BAFS พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Aggregator & Enabler) ช่วยเหลือผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในไทยในการยกระดับมาตรฐาน ประสานงานการขอรับรอง และจัดหาประกันภัย เพื่อนำเครดิตไปขายในตลาดภาคบังคับ (CORSIA) ให้สายการบินทั่วโลก
"ส่วนต่างราคาคาร์บอนเครดิตนั้น พบว่า คาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในไทยปัจจุบันซื้อขายที่ราว 50-80 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาตลาดภาคบังคับ CORSIA อยู่ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์ต่อตัน หรือกว่า 600 บาทต่อตัน และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอีก 2-3 เท่า ในปีหน้าจากการเข้าร่วมของประเทศใหญ่อย่างจีนและอินเดีย"
- เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานหนุนพอร์ตเติบโตยั่งยืน เพื่อรองรับการเป็น Aviation & Energu Hub ของประเทศ โดย BAFS ได้วางโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทุกมิติ
- คลังน้ำมันสุวรรณภูมิ ได้มีการขยายถังจัดเก็บน้ำมันเพิ่มจาก 5 ถัง เป็น 6 ถัง รวมความจุ 90 ล้านลิตร และมีพื้นที่ออกแบบรองรับได้สูงสุดถึง 8 ถัง หรือประมาณ 120 ล้านลิตร ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารตาม Master Plan สุวรรณภูมิได้ถึง 120-150 ล้านคนต่อปี
- ขยายระบบท่อขนส่งน้ำมัน เชื่อมโยงท่อขนส่งน้ำมันภาคเหนือผ่านคลังพิจิตรและลำปาง โดยโครงสร้างเชื่อมต่อสระบุรีจะเสร็จสิ้นปีนี้ คาดเพิ่มวอลุ่มขนส่งน้ำมันขึ้นภาคเหนืออย่างน้อย 700 ล้านลิตร ในปี 2570
- ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดย BAFS Clean Energy (BC) ปีนี้เราขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน เน้นลูกค้าองค์กรที่ต้องการระบบโซล่าที่มีความปลอดภัยสูง และเตรียม COD โรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในสิ้นปีนี้ ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นอีก 30%
- ธุรกิจผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานและอุปกรณ์ให้บริการภาคพื้นดิน โดย BAFS Intech (BI) ได้เร่งประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยานแบบ EV และดีเซล สำหรับใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิ และส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งปัจจุบันมี Backlog ส่งมอบเวียดนาม และได้รับการติดต่อสนใจจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอังกฤษ เป็นต้น
- ธุรกิจดิจิทัลโซลูชัน โดย BAFS Digital Solution (BDG) จากการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อใช้ในองค์กรแล้ว ขยายสู่ธุรกิจพัฒนา software เพื่อให้บริการผู้ประกอบการไทย โดยมุ่งเน้นด้าน Cyber Solution ในราคาที่เข้าถึงได้ ปัจจุบันมีลูกค้าเป็นบริษัทจดทะเบียนหลายราย
- การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนภายใน โดยบริษัทฯ ได้ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) พัฒนาแอปพลิเคชันบริหารการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ซึ่งช่วยบริหารต้นทุนในการซ่อมบำรุงได้เป็นอย่างมาก รวมถึงการติดตั้งระบบ Solar ช่วยลดค่าไฟฟ้าคลังดอนเมืองได้ 35% และสุวรรณภูมิ 25 - 30% ส่งผลให้กำไรปีนี้เติบโตได้ดีแม้ปริมาณการเติมน้ำมันทรงตัว
- ถอดบทเรียนวิสัยทัศน์ Energy Infrastructure โตยั่งยืน
หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ กล่าวสรุป วิสัยทัศน์ของ BAFS ว่า วิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งโควิด-19 และสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ได้สร้างบทเรียนให้องค์กรต้องปรับตัวและเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
"BAFS อาจไม่ได้เน้นความซิ่งของราคาหุ้น หรือหวือหวาตามกระแสเทคโนโลยีสั้นๆ แต่เรามุ่งมั่นเป็น Energy Infrastructure ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานของสังคมและประเทศชาติ มุ่งเน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ยั่งยืน มีธรรมาภิบาล และพร้อมเติบโตเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์"





