เสนาฯ วางระบบรับมือก่อนสถานการณ์วิกฤติน้ำท่วม แยกความเร่งด่วนรายโครงการ และส่งทีมลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงลูกบ้านจริง ๆ ก่อนออกแบบความช่วยเหลือ
KEY POINTS
- เสนาฯ ใช้วิธีรับมือน้ำท่วมโดยเน้นการใช้ “ข้อมูลหน้างาน” เพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่แตกต่างกันของลูกบ้านในแต่ละโครงการ
- บริษัทส่งทีมงานและผู้บริหารลงพื้นที่จริงเพื่อประเมินสถานการณ์และรับฟังปัญหาโดยตรงจากลูกบ้าน ทำให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด
- การช่วยเหลือเป็นการจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละพื้นที่ ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และการดูแลความปลอดภัย ไม่ใช่การแจกของแบบเหมารวม
ในวันที่สถานการณ์น้ำท่วมเปลี่ยนเร็ว สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ช่วยให้เร็ว” แต่คือการรู้ว่า “ตรงไหนต้องการอะไร” เสนาฯ จึงวางระบบรับมือก่อนสถานการณ์วิกฤต แยกความเร่งด่วนรายโครงการ และส่งทีมลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงลูกบ้านจริง ๆ ก่อนออกแบบความช่วยเหลือ
เพราะน้ำท่วมแต่ละพื้นที่ ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเหมือนกัน
“ก่อนจะช่วย เราต้องรู้ก่อนว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไรจริง ๆ”แนวคิดนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมของ ดร.ยุ้ย เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)เพราะในสถานการณ์วิกฤต สิ่งที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดอย่างหนึ่งคือ “สถานการณ์ที่เปลี่ยนเร็ว”
จุดที่ยังปกติในตอนเช้า อาจกลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวังในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาดังนั้น การช่วยเหลือจึงไม่ได้มีสูตรเดียวสำหรับทุกโครงการ
เสนาฯ เริ่มเฝ้าระวังและเตรียมทีมตั้งแต่ก่อนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะน้ำท่วม พร้อมจัดทำ Protocol การรับมือและดูแลลูกบ้าน เพื่อให้แต่ละทีมมีแนวทางการทำงานไปในทิศทางเดียวกันจากนั้นจึงแบ่งสถานะของแต่ละโครงการตามระดับความเร่งด่วน
พูดง่าย ๆ คือ ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า จะเอาอะไรไปแจก?
แต่เริ่มจากคำถามว่า ตอนนี้แต่ละพื้นที่กำลังเจออะไร?
2 วันวิกฤติ กับการเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้เป็นแผนปฏิบัติการ
เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ช่วงวิกฤตตลอด 2 วัน การรับมือจึงต้องเดินไปพร้อมกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช้าวันหนึ่ง ดร.ยุ้ยเรียกทีมที่เกี่ยวข้องประชุมเร่งด่วนอีกครั้ง เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบโครงการต่อโครงการ
จุดไหนต้องเฝ้าระวัง?
จุดไหนต้องเข้าไปช่วยก่อน?
และจุดไหนมีความต้องการเฉพาะที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น?
จากข้อมูลเหล่านี้จึงนำไปสู่การจัดทีมลงพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการจริง ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ของจำเป็น ความปลอดภัย รวมถึงจุดเสี่ยงต่าง ๆนี่ทำให้การบริหารสถานการณ์ไม่ได้อยู่แค่ในห้องประชุมเพราะ ดร.ยุ้ยเองก็ลงพื้นที่ไปพร้อมกับทีม
เหตุผลสำคัญคือ ข้อมูลจากหน้างานและเสียงของลูกบ้าน อาจเป็นข้อมูลที่ละเอียดที่สุดสำหรับการตัดสินใจยิ่งเห็นสถานการณ์จริงเร็วเท่าไร ก็ยิ่งสามารถปรับความช่วยเหลือให้เร็วและตรงจุดมากขึ้นเท่านั้น
Niche Mono รามคำแหง กับโจทย์ดูแลกว่า 800 ครัวเรือน
หนึ่งในพื้นที่ที่มีความต้องการความช่วยเหลือค่อนข้างสูง คือโซนรามคำแหงและหนึ่งในโครงการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ Niche Mono รามคำแหง ซึ่งมีลูกบ้านมากกว่า 800 ครัวเรือนทำให้โครงการแห่งนี้เป็นจุดแรก ๆ ที่ ดร.ยุ้ย และทีม เสนาฯรวมถึงทีม SenX ลงพื้นที่ในช่วงเช้า เพื่อประเมินสถานการณ์และพูดคุยกับลูกบ้านโดยตรง
สิ่งที่นำเข้าไปไม่ได้มีเพียงอาหารและน้ำดื่ม
แต่ยังรวมถึงการสำรวจว่า อะไรที่ยังขาด?
ใครต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ?
จุดไหนมีความเสี่ยง?
และเรื่องใดจำเป็นต้องได้รับการดูแลก่อน?
เพราะสำหรับพื้นที่ที่มีลูกบ้านหลายร้อยครัวเรือน การช่วยเหลือแบบ “แจกเหมือนกันทุกคน” อาจไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์ที่สุดการลงพื้นที่จึงเปรียบเหมือนการเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริง ก่อนนำกลับมาแปลงเป็นการจัดสรรทรัพยากร
จาก “CSR” สู่การบริหารความเสี่ยงที่ต้องทำแบบ Real-time
หากมองให้ลึกกว่าภาพของการนำอาหารและน้ำดื่มเข้าไปช่วยเหลือ สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้สะท้อนอีกเรื่องหนึ่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั่นคือ หลังการขายไม่ได้จบลงในวันที่ลูกค้าโอนบ้านโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกับการใช้ชีวิตของลูกบ้านโดยตรง
ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องมีทั้งระบบสื่อสาร ระบบติดตามสถานการณ์ และทีมที่สามารถเข้าไปจัดการปัญหาในพื้นที่จริง ในกรณีของ SENA การมี Protocol และการแบ่งระดับความเร่งด่วน ทำให้การรับมือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียวแต่กลายเป็นกระบวนการที่สามารถอัปเดตและปรับตามสถานการณ์ได้
บทเรียนสำคัญ ในภาวะวิกฤติ “ข้อมูล” อาจมีค่าพอ ๆ กับ “ทรัพยากร”
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงมีบทเรียนที่น่าสนใจว่าในภาวะวิกฤติ การมีทรัพยากรพร้อมอาจยังไม่เพียงพอเพราะหากไม่รู้ว่าทรัพยากรควรถูกส่งไปที่ไหน และอะไรคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด ก็อาจช่วยได้ไม่ตรงจุด
ในทางกลับกัน หากมีข้อมูลจากหน้างานที่รวดเร็วและแม่นยำ การจัดทีม อาหาร น้ำดื่ม ของจำเป็น หรือการดูแลด้านความปลอดภัย ก็สามารถถูกส่งไปยังจุดที่มีความต้องการจริงได้มากขึ้นจึงเกิดเป็นหลักคิดง่าย ๆ ที่ ดร.ยุ้ย ย้ำไว้ว่า
“ก่อนจะช่วย เราต้องรู้ก่อนว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไรจริง ๆ”
และในวันที่สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง สิ่งที่เสนาฯ และ SenX จะทำต่อ คือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดช่องทางให้ลูกบ้านแจ้งความต้องการกับทีมงานภายในโครงการ เพื่อให้การดูแลเดินหน้าต่อเนื่องตามสถานการณ์จริง





