“บิ๊กซี” ปรับทัพธุรกิจในกัมพูชาครั้งสำคัญ หลังเผชิญยอดขายที่ลดลง จากผลกระทบของความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยล่าสุด มีการทบทวนแผน เพื่อผลัดใบให้พันธมิตรเข้ามาสานต่อกิจการ ด้านแผนเข้าตลาดหุ้น ลุยศึกษา 4 ประเทศ ทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกของ บิ๊กซีในกัมพูชา เผชิญความท้าทาย ทำให้บริษัทต้องทำการทบทวนแผนการดำเนินงานหรือรีวิวธุรกิจดังกล่าว มีการพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อให้กิจการอยู่ต่อไปได้ หนึ่งในนั้นคือการส่งไม้ต่อให้กับพันธมิตรใหม่ ที่เป็นผู้ประกอบการค้าปลีกในประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ บิ๊กซี เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาค่อนข้างยาวนาน โดยการเปิดร้านทั้งสิ้น 23 สาขา แบ่งเป็น ร้านขนาดใหญ่ไฮเปอร์มาร์เก็ต 1 สาขา บิ๊กซี ฟู้ดเพลส 2 สาขา และบิ๊กซี มินิ 20 สาขา(ณ เดือน มิ.ย.69) ล่าสุดมีการทยอยปิดสาขาขนาดเล็กที่ไม่ทำกำไรด้วย
“ค้าปลีกที่กัมพูชา เรามีการรีวิวอยู่ และพิจารณา...หากขายได้ก็จะขาย ด้านภาพรวมสาขาใหญ่ยังทำกำไร”
นอกจากค้าปลีก กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ยังมีกิจการอื่นที่เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาด้วย ได้แก่ กระดาษชำระ แต่ปัจจุบันมีการใช้แบรนด์เวียดนามในการทำงาน
ส่วนความคืบหน้าการนำค้าปลีก “บิ๊กซี” เข้าตลาดหุ้น บริษัทยังดำเนินการต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีการศึกษาโอกาสตลาดทุนทั้งในเวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฮ่องกง
สำหรับ “บิ๊กซี” มีอายุ 34 ปีแล้ว แต่การเป็นค้าปลีกที่อยู่ภายใต้ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี อาณาจักรเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ดำเนินการมา 11 ปี ปัจจุบันมีฐานทัพในประเทศไทยราว 1,755 สาขา(รวมทุกรูปแบบ เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี มินิ และOpen-air market เป็นต้น) ฮ่องกง 20 สาขา ลาว 1 สาขา และกัมพูชา 23 สาขา(ณ เดือน มิ.ย.69)
ปัจจุบัน ธุรกิจไทยที่เผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และปรับแผนธุรกิจมีหลากหลายกลุ่ม เช่น พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) เครื่องดื่ม(ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มชูกำลังฯ) ร้านอาหารและคาเฟ่ ค้าปลีกและโรงภาพยนตร์ เป็นต้น



