วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ททท.’ ดันเป้ารายได้ท่องเที่ยวปีหน้าโต 5% ‘สุรศักดิ์’ หวังภายในปี 72 ฟื้นแตะ 3 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงทิศทางแผนปฏิบัติการด้านการตลาดประจำปี 2570 ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” ประกาศจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการท่องเที่ยวไทย พร้อมปักธงเป้าหมายหลัก สร้างรายได้รวมเติบโตไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2569

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยตลอดปี 2569 คาดว่าจะไม่ติดลบ หรือใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งมีรายได้รวม 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.53 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน และรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวไทย 202 ล้านคน-ครั้ง

แม้ว่าสถานการณ์ล่าสุดของปี 2569 สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-22 ส.ค. มีจำนวนสะสม 20.32 ล้านคน ลดลง 2.96% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้ตลาดต่างประเทศสะสม 9.84 แสนล้านบาท ลดลง 2.72% ส่วนนักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนสะสม 130.94 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.05% และสร้างรายได้ตลาดในประเทศ 7.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9%

“ได้มอบหมายโจทย์ให้ ททท. สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ (หรือประมาณปี 2572) เป็นความตั้งใจที่จะผลักดันตัวเลขรายได้รวมการท่องเที่ยวกลับไปแตะ 3 ล้านล้านบาทอีกครั้ง เท่ากับปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ซึ่งยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยท้าทายทั้งประเทศคู่แข่งเยอะ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจโลก”

‘ททท.’ ดันเป้ารายได้ท่องเที่ยวปีหน้าโต 5%  ‘สุรศักดิ์’ หวังภายในปี 72 ฟื้นแตะ 3 ล้านล้านบาท

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.จะเปิดฉากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” ยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการเติบโตด้วย “ปริมาณ” สู่การเติบโตด้วย “คุณค่า” พร้อมตั้งเป้าหมาย “The Winning Goal 2027” ผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ รายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2569 สัดส่วนการกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลัก 60% และเมืองรอง 40% และดัชนีความภักดีของนักท่องเที่ยว (Loyalty) ติดอันดับ Top 3 ของเอเชีย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination”

ทั้งนี้ ททท.เดินเกมรุกปล่อย “4 กลยุทธ์” เป็นแม่ไม้หมัดเด็ดที่จะใช้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ได้แก่

 

1. Rebalance Market Portfolio

ปรับสมดุลโครงสร้างทั้งในมิติตลาด กลุ่มลูกค้า และพื้นที่ปลายทาง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยแบ่งกลยุทธ์ตลาดออกเป็น 3 กลุ่ม คือตลาดที่ต้องรักษาการเติบโต (Retain) ตลาดที่ต้องปรับเปลี่ยนสู่กลุ่มคุณภาพใหม่ (Reshape) และตลาดที่ต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Recover)

พร้อมขยายฐานสู่ตลาดใหม่ทั้งยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา และเมืองต้นทางใหม่ในตลาดหลัก ควบคู่กับการจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ตามพฤติกรรมและแรงจูงใจเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Mainstream, Experience, High Value และ Premium Traveler พร้อมกระจายรายได้และโอกาสสู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ผ่านโครงการ “The Link Plus” ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ดังกล่าว 10%

 

2. Shape Experience Platform

ยกระดับจากจุดหมายปลายทางคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สู่จุดหมายที่มีความหมาย (Meaningful Destination) ด้วยการยกระดับแบรนด์ Amazing Thailand ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury พร้อมเปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่ “น้องสุขใจ” และ “น้องรักยิ้ม” เพื่อนร่วมเดินทางที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ “365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี” และ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย...ให้ใจได้ฮีล” ผ่านการออกแบบธีมประสบการณ์ ครอบคลุมอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง

พร้อมต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง รวมถึงเดินหน้าสร้างอัตลักษณ์เมืองผ่าน Signature Destination Branding นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม

 

3. Build New Growth Engine

เปลี่ยนจุดแข็งของประเทศไทยเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้าง “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” 4 ด้าน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ “Life Economy” เศรษฐกิจที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความสุขมากยิ่งขึ้น ได้แก่ Theme Product Experience ที่นำเสนอ 9 กลุ่มประสบการณ์ รวมถึงประสบการณ์ลักชัวรีที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน (Unseen Luxperience) สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมและกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม ยกระดับไทยสู่ “Global Health & Healing Destination” ผ่านจุดแข็งด้านการแพทย์ครบวงจร การดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาไทย

นอกจากนี้ยังมี “Festival Economy” เศรษฐกิจเทศกาล จัดกิจกรรมอีเวนต์ระดับโลกและนานาชาติ ควบคู่กับการต่อยอดความสำเร็จในการผลักดันเทศกาลอัตลักษณ์ไทยในปี 2569 อย่างงานแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี งานไหลเรือไฟ จ.นครพนม และเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส จ.สกลนคร สู่การเป็นประสบการณ์ที่ต้องมาสัมผัสในไทย พร้อมขยายพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวยั่งยืนสู่ จ.น่าน และกลุ่ม Wellness Valley พร้อมส่งเสริมโรงแรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ภายใต้มาตรฐาน CF Hotel และกรอบการประเมิน SDG

 

4. Transform Together

บทบาทใหม่ของ ททท. ในการนำพาทุกภาคส่วนทรานส์ฟอร์มไปด้วยกัน ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ ใช้ข้อมูลเชิงลึกนำทาง เชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบ Tourism Value Intelligence ร่วมกับเครือข่าย 45 สำนักงานในประเทศ 2 ศูนย์ประสานงาน และ 29 สำนักงานต่างประเทศ ขยายขีดความสามารถและองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง และพัฒนา “สถาบันผู้นำด้านการท่องเที่ยวผู้นำด้านการท่องเที่ยว” ซึ่งจะเปิดเป็นทางการในปี 2571 รวมทั้งสนับสนุนนวัตกรรมจากสตาร์ตอัป (Start-up) ที่ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวก ปลอดภัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรึงใจตลอดเส้นทางการเดินทาง

“ปัจจุบันโลกของการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงไม่อาจใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่เรายังเห็นโอกาสมากมายจากต้นทุนและความได้เปรียบของประเทศไทยทั้งด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ประสบการณ์ที่มีความหมาย วัฒนธรรม อาหาร ความยั่งยืน และการรับรู้ในระดับนานาชาติ ททท. จึงมุ่งเปลี่ยนสิ่งที่เรามี ให้เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ ซึ่งจะเป็นคุณค่าที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และพาประเทศไทยก้าวสู่การเติบโตในเกมท่องเที่ยวโลกอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”