“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ย่านที่ไม่เคยหลับใหลเพราะเป็นศูนย์กลางขนส่งมวลชนที่ใหญ่และครอบคลุมที่สุดในประเทศแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะมีจุดหมายปลายทางส่วนไหนของกรุงเทพมหานครหรือแม้แต่ต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถตู้ หรือแม้แต่รถไฟฟ้า “อนุสาวรีย์ชัยฯ” มีครบทุกคำตอบ ที่นี่จึงเป็นจุดกึ่งกลางรวมทุกสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ครบครัน ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงแรม อะพาร์ตเมนต์ ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าขนาดกลางหลายแห่ง ซึ่งก็รวมไปถึง “เซ็นเตอร์วัน” (Center One) ด้วย
“เซ็นเตอร์วัน” ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคสมัย ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 เพิ่งมีอายุครบ 31 ปีไปหมาดๆ พร้อมกับก้าวใหม่อีกหลายส่วน ทั้งข่าวคราวการซื้อตึก “Victory Mall” ปรับปรุงใหม่เพื่อเปิดทำการภายใต้ชื่อ “ออน อนุ” (ONN ANU) ส่วนปีหน้าก็มีแผนรีโนเวต-ปรับคอนเซปต์ห้างเซ็นเตอร์วันด้วย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนภายใต้ทีมบริหารชุดเดิมเท่านั้น แต่ยังมี “โบ๊ท-นราชัย ไกรจิรโชติ” ลูกชายคนกลางของ “ต้น-รัชพล ไกรจิรโชติ” เจ้าของและหนึ่งในผู้ก่อตั้งห้างเซ็นเตอร์วันเข้ามารับช่วงต่อ-ดูแลส่วนงานการตลาดในฐานะผู้จัดการโครงการและผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด เจ้าของห้างเซ็นเตอร์วัน โดยที่ทายาทรุ่นที่ 2 คนนี้ ตั้งธงในใจว่า ห้างต้องเป็นมากกว่าศูนย์การค้า ต้องมีส่วนทำให้ชีวิตของผู้คนในย่านนี้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน
เกิดได้เพราะแมคโดนัลด์อยากมาเปิด อยู่ได้เพราะโตพร้อมลูกค้าตั้งแต่ใส่คอซองยันมีลูก
“ต้น” เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วันเมื่อครั้งตั้งไข่ ระบุว่า เดิมทีห้างนี้ชื่อ “พีเพิล พลาซ่า” เปิดในช่วงปี 2520 เป็นห้างแรกๆ ของไทยที่มีลิฟต์แก้ว จนกระทั่งปี 2538 ตระกูลไกรจิรโชติโดยมีต้นและภรรยาเป็นหัวหอกรวมกับกลุ่มผู้ถือหุ้นอีกหลายคน เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการห้างพีเพิล พลาซ่า จากเดิมที่เป็นธุรกิจดีพาร์ตเมนต์สโตร์สู่ช้อปปิ้งมอลล์มาจนถึงปัจจุบัน
แม้จะบริหารงานโดยมีคนในครอบครัวไกรจิรโชติ แต่ “ต้น” ยืนยันว่า ที่นี่ไม่ใช่ “Family Business” มีทีมบริหารและบอร์ดบริหารอีกหลายคน พร้อมกับกลุ่มผู้ถือหุ้นอีก 30-40 คน มารวมกลุ่มลงหุ้น และมีบอร์ดคัดเลือกคณะกรรมการบริษัท โดย “ต้น” ได้รับเลือกเป็นกรรมการผู้จัดการมานานหลายสิบปี
ตอนนั้น “ต้น” ไม่ได้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานช้อปปิ้งมอลล์มาก่อน อาศัยการเรียนรู้โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้าซื้อกิจการในวันนั้น เขาบอกว่า ที่นี่เริ่มจากการชักชวนกันของคนรู้จัก หนึ่งในนั้นมี “เดช บุลสุข” อดีตผู้ก่อตั้งแมคโดนัลด์ประเทศไทย และเคยเป็นผู้บริหารแมคโดนัลด์ปักธงอยากเปิดร้านที่ตึกนี้ ด้วยความบังเอิญที่ พีเพิล พลาซ่า กำลังมองหานักลงทุนเข้าซื้ออาคารนี้ ประกอบกับผู้บริหารชุดก่อนสนิทคุ้นเคยกับ “เดช” จึงชักชวนกันซื้อตึกนี้พร้อมไอเดียเปลี่ยนเป็นช้อปปิ้งมอลล์
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “พีเพิล พลาซ่า” ถูกแปลงโฉมเป็น “เซ็นเตอร์วัน” ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคสมัย เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของคนที่ผ่านไปมาย่านนี้ยาวนาน เสน่ห์ของย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เกิดขึ้นจากการเป็นศูนย์กลางของคนจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนมาเรียนแถวนี้ ได้มาใช้ชีวิตช่วงระยะเวลาหนึ่ง
หลายคนมาทำงานแล้วก็ถึงเวลาโยกย้ายกันไป ผู้คนในย่านนี้จึงผัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของการคมนาคม ทำให้ผู้บริหารมองเห็นพลวัต และในฐานะคนทำการค้า “เซ็นเตอร์วัน” จึงไม่สามารถหยุดนิ่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ได้
“คนที่มาย่านนี้เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ รุ่นหนึ่งที่คุ้นเคยกับเซ็นเตอร์วันก็เติบโตไปอยู่ที่อื่น เราเป็นที่รู้จักมานานแล้ว แต่มาเป็นที่รู้จักมากจริงๆ ก็ตอนที่ตึกโดนไฟไหม้เมื่อปี 2554 คนอายุสัก 40 กว่าๆ ก็จะบอกว่า รู้จักเซ็นเตอร์วันดี เคยเรียนแถวนี้ เพราะแถวนี้เคยเป็นท่ารถตู้ไปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กลุ่มลูกค้ามีตั้งแต่ระดับมัธยมปลายไปจนถึงวัย 30 แล้วพอเลยจากนั้นเขาก็เติบโต แต่งงาน มีครอบครัว ย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน”
-(จากซ้ายไปขวา) โบ๊ท-นราชัย ไกรจิรโชติ ทายาทรุ่นที่ 2 และต้น-รัชพล ไกรจิรโชติ หนึ่งในผู้ก่อตั้งห้างเซ็นเตอร์วัน-
แต่ก่อนมาห้างเพื่อซื้อของ เดี๋ยวนี้มาเพื่อใช้ชีวิต: ที่มาของ “ONN ANU”
ผ่านเวลามาหลายสิบปี “ต้น” บอกว่า พฤติกรรมและความต้องการของคนที่มาเดินห้างเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก การมาถึงของ “ออน อนุ” ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาตอบ Pain Point นี้เช่นกัน อยากปักธงคอนเซปต์ใหม่ให้เป็นจุดแวะพักของคนเมือง ไม่ต้องตั้งใจมุ่งหน้าออกจากบ้านเพื่อมาที่นี่ก็ได้ แต่หากมีโอกาสผ่านไปมาในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน เลิกงานดึกแล้วไม่รู้จะหาอะไรกินที่ไหน ก็ขอให้มี “ออน อนุ” เป็นตัวเลือกแรกๆ
ต้นเล่าว่า “ออน อนุ” เป็นเหมือนงานทดลองชิ้นใหม่ที่ถูกพัฒนาจากการเก็บข้อมูลอินไซต์รวมกัน แล้วมาดูกันที่ปลายทางว่า สมมติฐานตรงกับความต้องการผู้บริโภคหรือไม่ ทุกวันนี้ทั้งร้านค้าและลูกค้าก็ไม่เหมือนเดิม ห้างต้องปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงตรงนั้น จากที่เคยมาห้างเพื่อซื้อของ ตอนนี้ห้างเป็นที่ๆ ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต มาสังสรรค์ มาพบปะ ทุกวันนี้ “เซ็นเตอร์วัน” ก็กลายเป็นแหล่งรวมร้านอาหารและความสวยความงาม ถ้าอยากต่อผม ทำเล็บ ก็ต้องมาที่นี่
ด้าน “โบ๊ท-นราชัย” ทายาทรุ่นที่ 2 มองว่า ห้างยุคนี้ต้องให้สิ่งที่อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ให้ไม่ได้ การออกแบบพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าก็ต้องเปลี่ยนแปลง บรรยากาศกลายเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ห้างต้องสวย ต้องเป็นเมืองในฝันดึงดูดให้คนอยากมาเดิน “ออน อนุ” จึงออกแบบให้โอบล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว ตรงไหนเติมต้นไม้เข้าไปได้ก็จะทำ
การปรับตัวไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ ทำให้ “เซ็นเตอร์วัน” ยังอยู่ต่อไปได้ “โบ๊ท” บอกว่า แม้ในกรุงเทพจะมีห้างเกิดใหม่เยอะมาก แต่ที่นี่ไม่ได้กระโดดเข้าไปแข่งขันกับห้างกลุ่ม CBD จริงอยู่ที่เค้กก้อนนี้อาจจะถูกชิงสัดส่วนออกไปบ้าง แต่ฐานลูกค้าเดิมยังมีอยู่ เพราะพื้นที่ตรงนี้ผูกโยงกับชีวิต ผูกโยงกับวิถีประจำวันบางอย่าง
“คนผ่านไปมาย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ยังเยอะอยู่ ไม่ได้เป็นแค่จุดแวะเปลี่ยนการเดินทาง แต่ยังมีฟังก์ชันอื่นด้วย เช่น เป็นสถาบันการแพทย์ ที่พัก คนที่ทำงานย่าน CBD ก็เลือกจะมาพักแถวนี้เหมือนกัน คอนโด โรงแรม หรือบ้านเดี่ยวก็มีเยอะ รวมๆ แล้วมีทราฟิก 200,000-250,000 คนต่อวัน ซึ่งมาจากการรวบรวมข้อมูลจากทาง BTS บขส. และโรงพยาบาล ถ้าวันธรรมดาคนทำงานจะเยอะหน่อย ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์จะเป็นกลุ่มพักอาศัยเยอะขึ้น”
“ONN ANU” เปิดดึกถึงตีสอง มีร้านบุฟเฟ่ต์-กาแฟ-คาราโอเกะ เลิกงานดึกก็แวะมาได้
ก่อนที่ “ออน อนุ” จะเปิดให้ยลโฉมอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ “ต้น” เล่าว่า จริงๆ แล้ว ทางบริษัทซื้อตึกนี้มาตั้งแต่ 4 ปีก่อน แต่กว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ส่งต่อมาถึงกลุ่มพีเพิล พลาซ่า เวลาก็ล่วงเลยไปถึงปลายปี 2567 และได้ฤกษ์เริ่มปรับปรุงเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ด้วยงบลงทุนในการรีโนเวท 90 ล้านบาท แต่ถ้ารวมมูลค่าซื้อตึกด้วยโปรเจกต์นี้จะมีตัวเลขอยู่ที่ 500 ล้านบาท
“ออน อนุ” ถือเป็นบิ๊กโปรเจกต์ที่ “โบ๊ท” มีโอกาสเข้ามาปลุกปั้นอย่างเป็นทางการ จากการทำรีเสิชเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคในย่านนี้ กระทั่งเคาะไอเดียว่า ถ้าจะทำห้างใหม่ที่มีทำเลใจกลางอนุสาวรีย์ฯ อีกแห่ง ที่นี่ต้องให้บริการลูกในจังหวะเวลาที่พวกเขาต้องการให้ได้ นี่คือที่มาของชื่อ “ONN” ที่มาจากคำว่า ON ห้างปกติปิดช่วง 21.00-22.00 น. แต่ที่นี่จะยืดเวลาไปถึง 00.00 น. วางตัวเป็น “ห้างเปิดดึก” ที่จะให้บริการตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้นบน
สำหรับร้านค้าแม่เหล็กที่จะเข้ามาเปิดทำการ อาทิ “ลัคกี้ สุกี้” โดยโบ๊ทยอมรับว่า สุกี้ราคาประหยัดอีกเจ้าที่เข้ามาปักหมุดเซ็นเตอร์วันทำให้เห็นสัญญาณของดีมานด์บางอย่างในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ดีมานด์ยังล้นเกินซัพพลาย “ลัคกี้ สุกี้” จึงน่าจะช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ได้
ส่วนฝั่งบันเทิง มี “Karaoke Manekimeko” ทำคอนเซปต์อิซากายะเป็นแห่งแรก ชั้นล่างมี “บาร์บีคิว พลาซ่า” มาพร้อมโมเดลปิดดึก ขายบุฟเฟ่ต์หลัง 21.00 น. มีร้านกาแฟและเบเกอรี่มาเสิร์ฟตอนเช้าก่อนไปทำงาน อาทิ Sol Coffee ท่านพ่อซาลาเปา ปังสยาม เป็นต้น
“เราพยายามหาร้านที่ยังไม่มีในย่านนี้ บางอย่างเข้ามาตอบโจทย์เวลาเช้าและระหว่างวัน ส่วนด้านที่อยู่เย็นกับอยู่ดึก พยายามคุยว่า ถ้าเป็นร้านอาหารก็อยากให้อยู่ดึกกับเราด้วยนะ อาจจะไม่ต้อง 02.00 น. แต่ขอให้อยู่ถึง 00.00 น. หลายร้านก็กำลังมองหาที่ๆ ออกตัวไปพร้อมกับเขาเหมือนกัน ตอนนี้ผู้เช่าเดิมเราหาที่ไว้ให้แล้วเกือบทั้งหมด ส่วนหนึ่งอยู่ใน ออน อนุ อีกส่วนย้ายมาอยู่เซ็นเตอร์วัน เราไม่อยากมาถึงแล้วล้างไพ่ ร้านเดิมมาเกือบหมดด้วยซ้ำ แต่มีการ Relocated และ Resizing ให้อยู่ด้วยขนาดที่เหมาะสม”
ทายาทซึมซับการกระทำพ่อ ร้านค้าไม่ใช่แค่ผู้เช่า แต่ทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน
ก่อนจะมานั่งตำแหน่งแม่ทัพการตลาดที่นี่ หลังเรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “โบ๊ท” ออกไปหาวิชาติดตัวเพื่อเข้ามาสานต่อกิจการที่บ้านหลายรอบ ระบุว่า รอบนี้กลับมาทำที่บ้านเป็นครั้งที่ 3 หลังเรียนจบกลับมาดูธุรกิจได้สักพักก็ตัดสินใจไปทำงานประจำให้กับบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่ง กลับมาช่วยที่บ้านอีกครู่หนึ่งก็ออกไปงานกับ “HAAB” (หาบ) แบรนด์ขนมไข่เจ้าดังบรรทัดทองที่มีรุ่นพี่คณะเป็นผู้ก่อตั้ง
“โบ๊ท” บอกว่า มองเห็นภาพปลายทางถึงการกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจจากคุณพ่อตั้งแต่เด็ก ทำให้ตัดสินใจเลือกแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ในช่วงมัธยมปลาย เพื่อต่อยอดในการสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์
หลังเรียนจบก็รู้ตัวว่า ยังขาดเฟรมเวิร์กในการบริหารจัดการ จึงตัดสินใจโดดไปทำงานที่ปรึกษาราว 1 ปี จึงกลับมาที่บ้านอีกครั้งแล้วพบว่า ยังขาดเฟรมเวิร์กฝั่งการตลาดเช่นกัน เป็นจังหวะที่ “จูเนียร-ทัพไทย ฤทธาพรม” เจ้าของแบรนด์ขนมไข่ HAAB ชักชวน “โบ๊ท” มารับหน้าที่ผู้ช่วย CMO (Chief Marketing Officer)
“โชคดีที่ทางพี่จูเนียร์เสนอมาว่า HAAB กำลังจะเข้าห้าง อยากลองมา Observed ด้วยกันมั้ย กำลังอยากได้ผู้ช่วยฝั่ง CMO ผมก็ต้องการเฟรมเวิร์กฝั่งการตลาดพอดี งานตอนนั้นได้เข้าไปรับองค์ความรู้ เข้าไปรับโอกาสหลายๆ อย่างที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้เห็น ได้เข้าไปทำงานกับห้างในฐานะผู้เช่า เราก็จะรู้ว่า เวลาผู้เช่าเข้าไปในห้างเขาต้องการอะไร มี Pain Point แบบไหน และทางพี่จูเนียร์ก็ให้โอกาสในการทำแบรนด์ในเครือ ลองเซตอัปแบรนด์ตั้งแต่วันแรก ทำให้ได้รู้ว่า ผู้ประกอบการที่จะทำ F&B ต้องมีวิธีคิดอย่างไร พอเข้าใจมุมผู้เช่าแล้วเราก็กลับมา”
ภาพของ “โบ๊ท” เมื่อ 2 ปีที่แล้วยังไม่สามารถเรียนรู้บางอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วว่า มีฐานรากที่มั่นคงแข็งแรง คงไม่ได้กลับไปทำงานข้างนอกอีกแล้ว เชื่อว่า ตอนนี้เติบโตและเรียนรู้ทุกอย่างที่นี่ได้ด้วยตัวเอง หลักๆ ต้องฟังเสียงลูกค้า ต้องหาให้เจอว่า จะนำคำตอบใดมาปิด Pain Point ต่อยอดอย่างไรให้คุณภาพชีวิตคนในย่านนี้ดีขึ้น
หลังจากเข้ามาดูแลเครือเซ็นเตอร์วันเต็มตัว “โบ๊ท” บอกว่า ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะการแยกบทบาทระหว่าง “พ่อ-ลูก” และ “เพื่อนร่วมงาน” บางครั้งคุยกันก็อาจจะลืมถอดหมวกคนในบ้านทำให้การคุยกันไม่มีประสิทธิภาพ ต้องค่อยๆ เรียนรู้ปรับตัวกันไป
ส่วนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่เป็นคุณพ่อ บอกว่า จริงๆ ไม่ได้มีคำสอนมากมาย เน้นดูจากการกระทำมากกว่า สิ่งที่เห็นและซึมซับมาตลอด คือความคิดความเชื่อที่คุณพ่อมีต่อเซ็นเตอร์วัน ไม่ได้มองร้านค้าเป็นแค่ผู้เช่า แต่มองเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต้องช่วยไปให้สุดทาง แม้จะเข้าเนื้อหรือติดลบไปพร้อมกันก็ต้องทำ เพราะถ้าผู้เช่ารอดห้างก็รอด
“คุณพ่อจะมองว่า ร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เป็นคนที่มาลงเรือลำเดียวกัน ถ้าผู้เช่ารอดเราก็รอด เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่ต้องดูแลเขา โบ๊ทเห็นจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยกัน เช่น ต้มยำกุ้ง ไฟไหม้ หรือโควิด-19 มีหลายร้านได้รับผลกระทบหนักมาก พ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในนี้ธุรกิจที่มีที่นี่ไม่ใช่บางส่วนของเขา มันคือทั้งชีวิตของเขา เขาได้เงินมาเอาไปหมุนแล้วซื้อสต๊อกใหม่มาเก็บไว้ที่นี่ พอไฟไหม้ไปเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็สูญไปหมด
“แนวทางที่คุณพ่อทำตอนนั้น คือช่วยเต็มที่ บางรายไม่เก็บค่าเช่า หาเงินสนับสนุนมาช่วย ความใส่ใจความช่วยเหลือที่คุณพ่อมอบให้มันเกินกว่าสถานะคนขายกับลูกค้าแต่เป็นมากกว่านั้น หรือแม้กระทั่งช่วงโควิด-19 เราค่าเช่า ลดจนเรายอมติดตัวแดงเท่าที่เงินทุนสำรองจะรับไหว ลดค่าเช่า 80% บางรายผ่อนผันเพื่อพยุงให้รอดไปด้วยกัน”
ปีหน้าหวังเติบโต 25% ระยะยาวขอให้ร้านขายได้ ลูกค้าเดินแล้วชอบ
เป้าหมายสูงสุดของการ “ออน อนุ” และแผนรีโนเวท “เซ็นเตอร์วัน” ในปีหน้า อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ อัปเกรด ให้คนที่ผ่านไปมาเห็นว่า อนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่ยังมีระบบนิเวศที่น่าสนใจ แวะมาใช้ชีวิตทิ้งตัวในย่านนี้ได้ ปรับให้ตึกสวยงามมากขึ้น มีร้านค้าผู้เช่าที่น่าสนใจ ซึ่งหลายๆ ร้านก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะจริงๆ ย่านนี้ยังเป็นที่ต้องการของคนค้าคนขาย ว่างได้ไม่นานก็จะมีนักลงทุนขยับเข้ามาปรับเปลี่ยน
ด้านเป้าหมายในเชิงตัวเลข “โบ๊ท” ระบุว่า อาจจะยังตอบชัดเจนไม่ได้ทีเดียว เพราะกว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จก็น่าจะกินเวลาไปถึงไตรมาสสุดท้ายของปี จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะโดยธรรมชาติของห้างสรรพสินค้าต้องใช้เวลาสักพักในการจุดพลุ แต่หลังจาก “ออน อนุ” แล้วเสร็จ 100% พร้อมกับรีโนเวท “เซ็นเตอร์วัน” ปีหน้า คาดว่า รายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 25%
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เร่งรีบอะไร เข้าใจว่า ทั้งร้านค้าและผู้บริโภคต้องใช้เวลาทำความรู้จักกับพื้นที่สักพักหนึ่ง ช่วงแรกจึงไม่ได้คาดหวังในเชิงตัวเลขมากนัก ร้านค้ามาแล้วขายของได้ ลูกค้ามาเดินแล้วตอบโจทย์จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดมากกว่า โดยปีที่ผ่าน “เซ็นเตอร์วัน” ภายใต้การบริหารของ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด มีรายได้ “183 ล้านบาท” กำไรสุทธิ “23 ล้านบาท”
“เรื่องตัวเลขผมไม่เคยมองเลย ถ้าเรามองเป็นเงินเวลาทำธุรกิจมันจะรักษา Empathy กับพาร์ทเนอร์ค่อนข้างยาก ไม่ใช่ทำไม่ได้ ทำได้ แต่ ณ ตอนนี้ไม่ได้มองเรื่องเงิน มองความพึงพอใจของทั้งผู้เช่าและลูกค้ามากกว่า ผู้เช่าที่เราดีลมาได้เขามาอยู่แล้วเราดูแลเขาดีมั้ย ประสบการณ์ที่เราดูแลให้กับลูกค้าของเขา เขาแฮปปี้มั้ย อันนั้นเป็น KPI สำหรับผม”



