สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ออกมาที่ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน(YoY)
แม้จะสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.7% YoY แต่ถ้าดูตัวเลขแบบไตรมาสต่อไตรมาส(QoQ) แล้วหดตัวลงราว 0.2% เป็นสัญญาณที่น่าห่วง เพราะถ้าไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยยังหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 เท่ากับว่า เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับภาวะถดถอยทางเทคนิคทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์ค่อนข้างกังวล
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างเยือนออสเตรเลียว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ “โอเค” แต่การเติบโตเพียงแค่ 2% ยังเป็นตัวเลขที่ไม่น่าพอใจ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ทำไมเศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียงเท่านี้ ...ซึ่งจริงๆ ก็เป็นคำถามที่เราๆ ทุกคนตั้งกับรัฐบาลมานานแล้ว ขณะที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกในทำนองเดียวกันว่า ตัวเลขการเติบโตในระดับนี้ยัง “ไม่น่าพอใจ” ต้องผลักดันเพิ่ม เขาย้ำว่าเศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานนำเข้าควรน้อยลง และลงทุนเพื่อสร้างงานคนไทยในซัปพลายเชนใหม่
ด้าน “สันติธาร เสถียรไทย” ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กชวนมองข้างในตัวเลข ซึ่งเขาเห็นว่าสะท้อน “คลื่นสามระลอก” ระลอกแรกคือพลังงาน ที่ดันการนำเข้าให้เร่งตัวจนดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล ระลอกที่สองคือต้นทุนทั้งระบบ เงินเฟ้อผู้บริโภคเด้งจากติดลบ 0.5% มาเป็นบวก 2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตพุ่ง 8.3% และระลอกที่สามคือกำลังซื้อ การบริโภคเอกชนชะลอจาก 3.3% เหลือ 1.9% ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเหลือ 50.3 สินเชื่อรถยนต์ยังหดตัว 7.8%
สันติธารชี้ว่ากลุ่มที่ต้องจับตาที่สุดคือ SME เพราะเงินทุนสำรองบาง อำนาจต่อรองราคาน้อย เข้าถึงสินเชื่อยากกว่ารายใหญ่ สิ่งที่พังก่อนจึงไม่ใช่กำไรแต่คือสภาพคล่อง อย่างไรก็ตามเขาก็ชี้ให้เห็นอีกด้านที่สว่าง ทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่โต 13.4% หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์โต 16.6% และการส่งออกสินค้าโต 14.1% นำโดยอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจร สอดรับกับรายงาน World Development Report 2026 ของธนาคารโลก ที่จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม AI สูงสุดในปี 2025
เราเห็นว่า การที่ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองตัวเลขเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า การเติบโตในระดับปัจจุบัน “ยังไม่พอ” และเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะอย่างน้อยโจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ได้ถูกมองเพียงแค่การประคองสถานการณ์ระยะสั้นอีกต่อไป แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินจากนี้คือ “ความเร็ว” ในการลงมือทำ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างยิ่งปล่อยไว้นาน ต้นทุนในการแก้ไขก็ยิ่งสูงขึ้น วันนี้เศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้ขาดคำตอบว่า “ต้องทำอะไร” แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ เราจะเปลี่ยนคำตอบเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ภาวะ “โตต่ำ” จะกลายเป็นเรื่องของเศรษฐกิจไทยแบบถาวร!



