"ซีอาร์จี" มองบริบทธุรกิจร้านอาหารปี 2569 ยังคงมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาด เพื่อแย่งขุมทรัพย์แสนล้านบาท ในฐานะเจ้าตลาดยังโชว์ผลงานแกร่ง โดยเฉพาะกำไรสุทธิไตรมาส 2 เติบโต 18% ส่วน 6 เดือนแรก กวาดรายได้ 6,577 ล้านบาท กำไรสุทธิ 460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32%
บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ ซีอาร์จี ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ทำรายได้ 3,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ ยอดขายร้านสาขาเดิม(same-store sales) เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน(ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุน และเดอะ เทอเรสที่รับบริหาร รวมถึงลัคกี้ สุกี้) ส่วน 4 แบรนด์เรือธงยังคงทรงตัว
โดย ณ ไตรมาส 2 ซีอาร์จี มีร้านอาหารทั้งสิ้น 1,510 สาขา (ไม่รวมคาเฟ่ อเมซอน-เวียดนาม แต่รวมแบรนด์ลัคกี้ สุกี้) เพิ่มขึ้น 98 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อน ดังนี้
-มิสเตอร์โดนัท มี 451 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 450 สาขา
-เค เอฟ ซี 350 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 343 สาขา
-อานตี้ แอนส์ 270 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 242 สาขา
-ชินคันเซ็น ซูชิ 100 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 80 สาขา
-โอโตยะ 62 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 56 สาขา
-คัตสึยะ 62 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 52 สาขา
-เปปเปอร์ลันช์ 55 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 52 สาขา
-สลัดแฟคทอรี 55 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 48 สาขา
-แบรนด์อื่นๆ 105 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 89 สาขา เช่น ลัคกี้ สุกี้ ในไตรมาส 2 มี 55 สาขา ฯ
นอกจากเปิดสาขาเพิ่ม บริษัทยังมีการปิดบางสาขาที่ไม่ทำกำไร เช่น แบรนด์ชาบูตง จำนวน 10 สาขา เพื่อตอกย้ำพันธกิจการโฟกัสกำไรให้ดีขึ้น
สำหรับไตรมาส 2 ธุรกิจร้านอาหารเป็นช่วงที่ยอดขายสูง เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม มีวันหยุดเฉลิมฉลองตามเทศกาล แต่อีกด้านไตรมาสนี้ ธุรกิจร้านอาหารเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่คิกออฟโครงการตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยผลกระทบมีทั้งการรับประทานอาหารที่ร้าน และช่องทางเดลิเวอรี แต่บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อปั๊มยอดและลดผลกระทบในช่วงดังกล่าว
ด้านผลประกอบการ 6 เดือนแรก ปี 2569 ธุรกิจร้านอาหารมีรายได้ 6,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ธุรกิจร้านอาหารยังคงเผชิญการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ละปีมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์มากกว่าการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้การปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการทำกิจกรรมตลาดสำคัญมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการสร้างและพัฒนาแบรนด์เพื่อมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีในการรับประทานอาหารแก่ลูกค้า
ด้านแนวทางการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร บริษัทยังมองหา “แบรนด์ใหม่” เสริมแกร่ง ผ่านการ “ร่วมทุน” กับคู่ค้าที่ประกอบธุรกิจอาหาร โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกประเภทอาหารที่ยังไม่มีในกลุ่มธุรกิจของบริษัท และมีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งบริษัทมีจุดแข็งที่พร้อมจะติดอาวุธในการขยายสาขา เพิ่มรายได้ ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุน อันเป็นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบริษัท รวมถึงการขยายช่องทางใหม่ๆ สร้างการเติบโตร่วมกัน



