‘สมาคมโรงแรมไทย’ แนะรัฐคิกออฟ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เร็วขึ้นให้ทันการกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน หวังเริ่ม 1 ก.ย. 2569 จากเดิมกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คาดดีเดย์ 1 ต.ค. 2569
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” มาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวภายในประเทศแบบรัฐช่วยจ่าย (Co-Payment) อยู่ระหว่างการผลักดันโดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ส.ค. 2569 และคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนจองสิทธิ์ได้วันแรกเริ่ม 1 ต.ค. 2569
ทางสมาคมฯอยากให้เร่งดำเนินโครงการนี้ เปลี่ยนมาเปิดจองสิทธิ์วันแรกเร็วขึ้น เป็นวันที่ 1 ก.ย. 2569 แทน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นท่องเที่ยวในช่วง “โลว์ซีซัน” ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เดินทางในเดือน ก.ย.-ต.ค. 2569 มากกว่า
“ถ้าเปิดจองสิทธิ์วันแรกเป็น 1 ต.ค. 2569 มองว่าเป็นช่วงคาบเกี่ยวเข้าไฮซีซัน (เดือน พ.ย.-ก.พ. ของทุกปี) พอดี ราคาห้องพักโรงแรมจะแพงขึ้น แล้วคนไทยอาจไม่เข้าใจ บอกว่าโรงแรมเอาเปรียบอีกแล้ว รัฐบาลช่วยจ่ายแล้วยังมาคิดราคาแพงอีก ซึ่งจริงๆ ราคามันปรับขึ้นตามธรรมชาติของไฮซีซันอยู่แล้ว โดยในบางพื้นที่ค่าโรงแรมเริ่มแพงตั้งแต่เดือน ต.ค.แล้ว”
ส่วนการถกประเด็นเรื่องภาครัฐมีแนวคิดจะตัดสิทธิ์โรงแรมระดับลักชัวรีหรือ 5 ดาว ไม่ให้เข้าร่วมโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) หรือ “คนตัวเล็ก”
สมาคมฯ มองว่าจำเป็นต้องวัดไซส์ธุรกิจ ตั้งนิยามโรงแรมแต่ละระดับและวางเกณฑ์ให้ชัดเจน หากเป้าหมายคือการนำงบจาก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี ก็ต้องเอาทุนจดทะเบียนมาวัดกัน ขณะเดียวกันอยากให้ภาครัฐตั้งเกณฑ์ว่าโรงแรมที่จะเข้าร่วมโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ต้องเป็นโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
ดัน "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ช่วยคนตัวเล็ก
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ครั้งที่ 2/2569 เพื่อสรุปมาตรการสำคัญก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ. ชุดใหญ่) ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม
ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันพิจารณาความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ภายหลังการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยได้ข้อสรุปสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่
1.ยืนยันใช้ระบบ Co-Payment รูปแบบการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจะยังคงใช้ระบบรัฐร่วมจ่าย (Co-Payment) เช่นเดียวกับโครงการที่ประสบความสำเร็จในปีก่อนๆ
2.สัดส่วนเดียวกันทั่วประเทศ สำหรับอัตราส่วนการสนับสนุน (ไม่ว่าจะเป็น 50:50 หรือ 60:40) ที่ประชุมฯ เห็นพ้องให้ใช้อัตราเดียวกันหมดทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ ทั้งนี้จะยึดตามแนวทางหลักของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ
3.เน้นย้ำการช่วย “คนตัวเล็ก” ออกแบบมาตรการมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง
ส่วนวันนี้ (14 ส.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประจำปี 2569 รวมถึงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาคาร C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ
เปิดสถิติต่างชาติเที่ยวไทย 1 ม.ค.-8 ส.ค. 69 สะสม 19.15 ล้านคน
จากรายงานสถิตินักท่องเที่ยวล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ส.ค. 2569 มีจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยสะสม 19,147,012 คน ลดลง 2.93% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 927,697 ล้านบาท ลดลง 2.9% (ยังไม่รวมจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 เนื่องจากระบบจัดเก็บข้อมูลสถิติขัดข้อง)
สำหรับ 10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วงดังกล่าว ได้แก่
- .จีน 3,207,071 คน
- มาเลเซีย 2,436,782 คน
- อินเดีย 1,415,649 คน
- รัสเซีย 1,120,755 คน
- เกาหลีใต้ 703,509 คน
- สหรัฐ 644,491 คน
- ไต้หวัน 633,767 คน
- สหราชอาณาจักร 633,238 คน
- ญี่ปุ่น 586,446 คน
- เยอรมนี 548,073 คน
ส.โรงแรมไทย คาดทั้งปี 69 ยอดต่างชาติติดลบต่ำกว่า 3%
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังติดลบ 3% สมาคมฯประเมินว่า ณ สิ้นปี 2569 จะมีจำนวนลดลงต่ำกว่า 3% เทียบกับปีที่แล้ว เพราะแนวโน้มบรรยากาศในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ไฮซีซันน่าจะดีขึ้น จากเทรนด์ตลาดยุโรปและสหรัฐที่ดีต่อเนื่อง รวมถึงตลาดจีนฟื้นตัวดี ปัจจุบันมีจำนวนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 17,000-18,000 คน/วัน
เฉพาะ “นักท่องเที่ยวจีน” คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีจำนวน 6 ล้านคน แม้จะยังห่างจากปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด เคยเดินทางเข้าไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 11 ล้านคน ถือเป็นปีที่ท่องเที่ยวไทยบูมสุดๆ จากฐานกรุ๊ปทัวร์จีน แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งสถิติรายวันบางช่วงต่ำกว่า 10,000 คน/วัน โดยปัจจุบันจะพบว่าเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพดีขึ้น ฮิตเที่ยวด้วยตัวเอง กระจายตัวค่อนข้างดี และไม่มีภาพความเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญเหมือนในยุคก่อนโควิด
“ในช่วงที่จีนกับญี่ปุ่นมีข้อพิพาทกัน ทำให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอการเดินทางเข้าญี่ปุ่น และไปเที่ยวประเทศอื่น เช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ รวมถึงไทยแทน แต่บ้านเรามีจุดเด่น เป็นประเทศที่มีคนกลับมาเที่ยวซ้ำ เพราะบรรยากาศอบอุ่น มีทุกสิ่งพร้อม มาครั้งเดียวหรือ 2 ครั้งก็เที่ยวไม่หมด มาแล้วรู้สึกผ่อนคลาย คนไทยให้การต้อนรับดี ประกอบกับเทรนด์การท่องเที่ยวตอนนี้เปลี่ยนไปเน้นชิล เน้นกินอาหารอร่อย มาเดินเล่นนิดหน่อยก็แฮปปี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวแบบเบียดเสียดกันเหมือนเดิม”
ลุ้นเกมยาว 5 ปี ท่องเที่ยวไทยกลับไปแตะ 40 ล้านคน
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติใน “ระยะยาว 5 ปี” นับจากนี้น่าจะสูงกว่าระดับ 33-35 ล้านคนต่อปี ขึ้นกับปัจจัยเศรษฐกิจโลกดีขึ้น และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทุเลาหรือไม่ เพราะคนยังอยากท่องเที่ยว อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่น Gen Z และ Gen Alpha ที่มองว่าการท่องเที่ยวเป็นการเพิ่มประสบการณ์ชีวิต เป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ ต้องเจอด้วยตัวเอง
“มีโอกาสที่จะได้กลับไปเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแตะ 40 ล้านคนภายใน 5 ปีนี้ แต่ก็ขึ้นกับการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย”
โดยมองว่าอาจต้องเพิ่มการจัด “เมกะอีเวนต์” (Mega Event) ประมูลสิทธิ์การจัดงานใหญ่ระดับโลก เหมือนที่สามารถดึงเทศกาลดนตรี “ทูมอร์โรว์แลนด์” (Tomorrowland) มาปักหมุดจัดในไทยได้สำเร็จในปี 2569 เป็นปีแรก
รวมถึงการพัฒนา “แหล่งท่องเที่ยวแบบมนุษย์สร้าง” (Man-made Destination) เช่น ล่าสุดกระทรวงคมนาคมมีแนวคิดการพัฒนาโครงการ “เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” (Entertainment Complex) แบบไม่มีกาสิโน บนที่ดินย่านคลองเตย หากมีคอนเสิร์ตฮอลล์รองรับการแสดงสดของศิลปินระดับโลก และศูนย์งานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ ก็จะช่วยเป็นแม่เหล็กใหม่ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ เพราะแรงเสียดทานน้อยกว่าโครงการอื่นๆ
ส่วนนโยบาย “Value over Volume” ของภาครัฐที่ต้องการ “ส่งเสริมคุณภาพ” มากกว่าการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว สมาคมฯ อยากให้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ ไม่ใช่ประกาศว่ารัฐบาลมีนโยบายแบบนี้ แล้วเอกชนไปลงทุนเอง ทำโรงแรมดีๆ ทำร้านอาหารดีๆ แล้วนักท่องเที่ยวคุณภาพจะมาเอง แค่นั้นไม่พอ ภาครัฐต้องออกมาตรการส่งเสริมที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้าน “การอำนวยความสะดวก” ด้านการเดินทางให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ เป็นต้น
“อย่างไรก็ตาม นโยบาย Value over Volume ยังต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกพอสมควร เพราะตอนนี้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น นักท่องเที่ยวบางคนบอกว่าในเมื่อเดินทางแพงก็อยู่นานขึ้น บางคนอยู่นานแต่เน้นประหยัด บางคนปรับลดงบประมาณเดินทางเน้นเที่ยวมากกว่าชอปปิงก็มี”



