วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

“โรตีสายไหม” ของฝากจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่หากใครมีโอกาสแวะไปเที่ยวเป็นต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับมาฝากคนที่บ้านแทบทุกราย แม้จะมีขายในกรุงเทพอยู่บ้าง แต่ถ้านึกอยากกินขึ้นมาดื้อๆ โรตีสายไหมก็ดูจะไม่ใช่ขนมที่หากินได้ง่ายเหมือนขนมไทยหรือเบเกอรี่แบบอื่นๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ วางขายทั้งร้านชำใกล้บ้าน ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่

“ยิว-ประชาโมชญ์ แซ่เตียว” และ “เบค-รัชชานนท์ วีระวัฒน์” สองเพื่อนสนิทที่ใกล้จะเรียนจบจาก BBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโอกาสขับรถไปเที่ยวบ้านยิวที่อยุธยา พร้อมกับตั้งคำถามว่า หลังเรียนจบทำอะไรกันต่อดี ความคิดแรกสุดที่กลายเป็นคำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้ คือทั้งคู่คิดอยากเปิดร้านโรตีสายไหม ต่อยอดจาก “Pain Point” ที่เห็นว่า ใครมาเที่ยวอยุธยาต้องซื้อขนมกลับกรุงเทพกันหมด แล้วทำไมที่กรุงเทพถึงไม่มีโรตีสายไหมขายบ้างล่ะ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของสองเพื่อนสนิทกับเงินก้อนแรกอีก 80,000 บาท ใช้เวลาเรียนทำสูตรด้วยตัวเอง ปรับเปลี่ยนหลายๆ อย่างเพื่อให้โรตีสายไหมถูกปากตัวเองและลูกค้ามากที่สุด 1 ปีก่อนหน้าจึงมีแบรนด์ “Lamunn” ละมุนโรตีสายไหมสาขาแรกถือกำเนิดขึ้นบนถนนบรรทัดทอง

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก -(จากซ้ายไปขวา) ยิว-ประชาโมชญ์ แซ่เตียว และ เบค-รัชชานนท์ วีระวัฒน์ สองผู้ก่อตั้ง Lamunn ละมุนโรตีสายไหม-

เรียนทำโรตีสายไหม 1 เดือน เทแป้งทิ้งวันละ 30 รอบ กว่าจะออกมาเป็น “Lamunn” 

ทั้ง “ยิว” และ “เบค” รู้จักกันตั้งแต่เป็นนิสิต BBA จุฬาฯ มีความคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เพราะได้ทำกิจกรรมชมรมของคณะ ทั้งการทำออแกไนซ์ จัดคอนเสิร์ต พิชชิ่งธุรกิจ SMEs ฯลฯ ทำให้มองเห็นเส้นทางผู้ประกอบการตั้งแต่ตอนนั้น ฝันว่า สักวันอยากปั้นธุรกิจของตัวเองดูบ้าง ซึ่งตอนเรียนอยู่ทั้งคู่เคยลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง

“เบค” เคยทำร้านอาหาร รับหิ้วของจากจีนมาลองขาย รับสอนพิเศษ ส่วน “ยิว” เห็นโอกาสจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า “Tesla” โดยพบว่า ลูกค้าที่ซื้อรถไปจะได้เบาะสีดำ แต่ความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ คือเบาะรถยนต์สีขาว ตนเองจึงติดต่อไปทางฮ่องกงเพื่อนำเข้าเบาะหุ้มรถสีขาวมาเปิดตลาด ตอนนั้นเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้า 40 ชุด ปรากฏว่า ขายหมดเกลี้ยง นอกจากนั้นก็มีทำร้านชานม และอีกหลายอย่างล้มบ้าง ดีบ้าง ปะปนกันไป

จนกระทั่งปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย ยิวกับเบคและกลุ่มเพื่อนขับรถไปเที่ยวบ้านยิวที่อยุธยา นั่งกินกาแฟด้วยกันแล้วเปิดสนทนาถึงการทำงานหลังเรียนจบ ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า จบแล้วจะทำอะไรต่อดี มองไปรอบๆ ก็ลองคิดขึ้นมาเล่นๆ ว่า ขายโรตีสายไหมดูมั้ย จากนั้นไม่รอช้าพากันขับรถตระเวนชิมรอบเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนั้นทุกคนซื้อโรตีสายไหมกลับกรุงเทพกันหมด “เบค” และ “ยิว” จึงต่อยอดประโยคคำถามบนโต๊ะไปอีกว่า แล้วทำไมที่กรุงเทพถึงไม่มีขาย เวลาอยากกินก็หาทานยาก

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก -หน้าตาแพ็กเกจจิ้ง Lamunn ละมุนโรตีสายไหม-

“เราเริ่มเข้าไปศึกษาว่า ทำไมถึงหายาก มีเจ้าไหนดังบ้าง มันดูเป็นขนมที่เหมือนจะไม่มีอะไร มีแค่แป้งกับน้ำตาลแต่ทำไมต้องมาซื้อถึงอยุธยา ตอนแรกเราเข้าใจจากความรู้สึกก่อนว่า เราหาทานไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจจริงๆ คือร้านที่อยุธยาขายดีมาก ของหมดตั้งแต่ช่วงบ่ายต้องโทรไปสั่งจอง ทั้งที่มีจำนวนร้านเยอะขนาดนี้ก็ยังขายดี ส่วนร้านในกรุงเทพพอมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีร้านที่เป็น Top of mind ของลูกค้า”

ทั้งคู่ตัดสินใจเรียนทำโรตีสายไหมที่อยุธยา 1 เดือนเต็ม ก่อนกลับมาวางโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ได้มองเรื่องแบรนดิ้งเป็นศูนย์กลาง คิดว่า คงเป็นงานอดิเรกในช่วงหลังเรียนจบ ไม่รู้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน วางคร่าวๆ ทั้งงบลงทุน ต้องขายได้กี่ชุดถึงจะเลยจุดคุ้มทุน มาร์จิ้นเท่าไหร่ ต้นทุนการขายเท่าไหร่ ค่าแรงเป็นอย่างไร ฯลฯ มีงบลงทุนก้อนแรกอยู่ราว 80,000 บาท กางโต๊ะขายสาขาแรกบนถนนบรรทัดทอง ย่านที่เด็กจุฬาฯ อย่างทั้งคู่คุ้นเคย

แต่หลังจากขายไปได้เพียง 1-2 สัปดาห์ ก็เริ่มได้รับฟีดแบ็กทั้งจากลูกค้าและคนใกล้ตัวถึงรสชาติที่ยังไม่นิ่ง ทุกอย่างเหมือนเดิม สูตรเดิม คนทำคนเดิม แต่ที่ไม่นิ่งคือน้ำหนักในการทำที่ไม่เท่ากัน แปลว่า มี “Human Error” สูงมาก จากจุดนั้นทำให้ทั้งคู่คิดนำเครื่องจักรทำแป้งเข้ามาใช้ 3 เดือนแรกของการเปิดร้านจึงอยู่ระหว่างกระบวนการลองผิดลองถูก ยังไม่มีลูกค้าเก่าวนกลับมาซื้อซ้ำ ยังไม่รู้ว่าระยะยาวจะเป็นอย่างไร 

“ยิว” บอกว่า แม้ร้านในอยุธยาโดยส่วนใหญ่จะใช้มือทำ แต่ถ้าอยากให้รสชาติคงที่ต้องกลั่นมาจากชั่วโมงบิน 5-10 ปีติดต่อกัน ในอยุธยามีร้านที่ใช้เครื่องจักรทำเพียง 2-3 ร้าน แต่ก็พบว่า ร้านเหล่านี้แป้งกลมสวย น่าจะให้ความเสถียรของขนาดและรสชาติได้ดี จึงตัดสินใจซื้อเครื่องจักรทำแป้งระบบแก๊สในราคาหลักแสนต้นๆ

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

แต่การมีเครื่องมาช่วยทำก็ไม่ได้ลดความยากของกระบวนการ “ยิว” อธิบายว่า ทุกขั้นตอนมีผลกับรสชาติ ข้ามไปเพียงนิดเดียวก็เปลี่ยนแล้ว ทั้งคู่ทำแล้วชิมวนอยู่เป็นเดือน เทแป้งทิ้งวันละ 20-30 รอบแล้วค่อยปรับทีละนิดๆ เพื่อให้ออกมาเป็นแป้งโรตีสายไหมที่ตนเองอยากทานมากที่สุด กะปริมาณผิด ใส่ตัวด้วยอุณหภูมิไม่เท่ากัน หรือแม้แต่รอบหมุนไม่เท่ากัน ก็ทำให้แป้งผิดเพี้ยนไปได้ 

“Lamunn” เริ่มต้นขายชุดละ 59 บาทที่ถนนบรรทัดทอง ขายไปปรับสูตรไปตามคอมเมนต์และฟีดแบ็กของลูกค้า และไม่นานหลังจากนั้นจุดเปลี่ยนระลอกใหญ่ก็มาถึงเมื่อมีสายโทรศัพท์ปริศนาชวนให้ “Lamunn” เปิดบูธระยะสั้นๆ 26 วันที่ห้างใจกลางกรุงเทพอย่าง “เซ็นทรัลชิดลม” โดยมีเวลาเตรียมตัวก่อนขึ้นห้างเพียง 1 เดือน ในขณะที่รสชาติเพิ่งคงที่ และยังไม่เคยคิดถึงการทำแบรนดิ้งเพื่อเข็นแบรนด์เข้าห้างด้วยซ้ำ เพราะตลอดมาเบคและยิวมีชาวต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักเท่านั้น

เข้าห้างเป็นตั๋วด่วนพาแบรนด์ติดจรวด จากหลักหมื่น สู่ยอดขายเดือนละ “1.2 ล้าน”

พา “Lamunn” เข้าไปอยู่ในห้างคือหมุดหมายที่ไม่เคยอยู่ในแผน แต่เมื่อโอกาสอยู่ตรงหน้าก็ต้องทำให้ดีที่สุด เบคและยิวได้รับแจ้งจากเซ็นทรัลชิดลมช่วงปลายเดือนพฤษภาคม มีเวลาเตรียมตัว 1 เดือนเศษๆ ก่อนขายจริงในเดือนกรกฎาคม ทั้งคู่เริ่มจากคำนวณต้นทุนใหม่ ทำให้ต้องขยับราคาขายขึ้นมาเป็นชุดละ 79 บาท แต่หลังจากนั้นก็พบว่า ถ้ายังขายด้วยราคานี้คงขาดทุนแน่ๆ จึงตัดสินใจขยับราคาขึ้นมาเป็นชุดละ 89 บาท

แม้จะเรียนจุฬาฯ แต่เบคและยิวแทบไม่เคยเดินห้างในเมือง ครั้งแรกที่ได้ไปเซ็นทรัลชิดลมก็เพราะต้องลงไปดูพื้นที่จริง ก่อนจะพบว่านี่คือห้างหรูใจกลางเมืองที่มาพร้อมพื้นที่ Prime Location สุดๆ นอกจากปรับราคาก็ต้องปรับหีบห่อแพ็กเกจจิ้งใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟ เพื่อทำให้หน้าตาออกมาคุ้มค่าคุ้มราคาที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิม 30 บาท 

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

ผลลัพธ์ของการไปอยู่บนห้างทำให้ “Lamunn” เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างที่ทั้งคู่ไม่เคยวาดหวังเอาไว้ “เป็นประตู เป็นจรวด และเป็นตั๋วที่ทำให้ได้ไปอีกหลายๆ ห้าง” คือสิ่งที่ “เบค” นิยาม พื้นที่บนห้างเพิ่มการมองเห็นให้แบรนด์มากขึ้น ห้างอื่นๆ ก็เล็งเห็นศักยภาพในการเติบโต หลังจากนั้นจึงมีโอกาสเปิด Pop-up ที่ห้างอื่นๆ อาทิ เอ็มควอเทียร์ เซ็นทรัลเอมบาสซี เป็นต้น

“เดือนแรกเราขายได้ 50,000 บาท เดือนที่สองขายได้ 70,000 บาท เดือนที่สามมีเปิดครัวกลางที่บางซื่อด้วย รวมๆ แล้วยอดขายขึ้นมาเป็นเดือนละ 100,000 บาท แต่เปิดที่เซ็นทรัลชิดลมยอดรวมทั้งหมดกระโดดมาเดือนละ 1.2 ล้านบาท โตสิบเท่าจากเดือนก่อนหน้า เราเห็นว่าเยอะจัง จึงตัดสินใจว่า ต้องเปลี่ยนการมองธุรกิจใหม่ จากเจาะต่างชาติต้องทำให้แมสในไทยก่อน เพราะคนไทยเห็นว่า เป็นโรตีสายไหมก็หยิบแล้ว แต่ต่างชาติยังไม่รู้จักจะถามก่อนว่าคืออะไร เป็นจุดพลิกผันว่า ตลาดเราจริงๆ อาจจะอยู่ในห้าง”

หลังจากนั้นก็ได้รับโอกาสไปห้างอื่นๆ เพิ่มเติม “ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต” ก็ไปมาแล้ว และได้พื้นที่กับ “สยามพารากอน” เมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยเมื่อต้นปี 2569 “Lamunn” มียอดขายรวมกว่า 2 ล้านบาท ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกเดือนนับแต่นั้น และเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คาดว่า น่าจะขึ้นไปแตะระดับที่เดือนละ “10 ล้านบาท”

แม้ขยายสาขาเยอะ แต่ยอดขายต่อสาขา (Same Store Sales Growth: SSSG) ก็เติบโตเช่นกัน เคยขึ้นไปมากสุดที่ 90,000 บาทต่อวันต่อสาขา “ยิว” มองว่า “Lamunn” เพิ่งเริ่มสเกลธุรกิจในวงเล็กๆ แต่ยังสร้างยอดขายได้มากกว่าที่คาด ยังเหลือก้อนใหญ่ๆ ที่แบรนด์ไปไม่ถึงอีกเยอะ จึงเชื่อว่า มีที่ทางสำหรับโรตีสายไหมอีกมากมาย โดยกระแสที่แมสก็มาจากการบอกปากต่อปาก ทำคลิปลง TikTok ลงโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ บนโซเชียลมีเดียบ้าง รวมถึงกระแสดราม่าที่ทั้งคู่บอกว่า ช่วงที่มีคนพูดถึงทั้งด้านบวกและลบทำให้ยอดขายแต่ละสาขาเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

ขายเองยังมองว่าแพงเกินไป “ขนมไทย” ทำยาก สเกลยาก ต้นทุนแฝงเยอะ

สำหรับกระแสดราม่า “Overpriced” ขายโรตีสายไหมทำไมตั้งราคาแพงขนาดนี้ “ยิว” บอกว่า ตนเองเห็นและรับรู้ อ่านทุกคอมเมนต์ เก็บทุกอย่างแล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจ ระบุว่า เข้าใจอย่างมาก ไม่แปลกที่คนจะมองว่า ขนมอะไรมีแค่แป้งกับน้ำตาลแต่ขายตั้ง 89 บาท ในมุมผู้บริโภคไม่ผิดเลยที่จะมองแบบนั้น แต่มุมผู้ประกอบการเองรับรู้ว่า ราคาขายมีที่มาที่ไปจากอะไรบ้าง

การขึ้นไปอยู่บนห้างแม้จะมีค่าเช่าที่สูงกว่าอยู่ข้างนอก แต่ทั้งยิวและเบคมองเป็นโอกาสที่ทำให้สปอตไลต์ส่องมาถึงแบรนด์มากขึ้น ห้างเองก็มีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้ร้านค้า ทั้งพื้นที่ขาย แอร์ ที่จอดรถ แบรนด์เองก็ต้องพึ่งพาห้างเช่นกัน ส่วน “เบค” ระบุว่า คนที่ยังไม่เคยลองกินอาจจะมองว่า เป็นแค่แป้งกับน้ำตาล แต่เบื้องหลังกว่าจะออกมาเป็นโรตีสายไหม 1 ชุด มีต้นทุนอื่นๆ อีกมากมาย เคารพทุกความเห็น เข้าใจได้ที่จะถูกมองว่าขายแพง

“ผมอยู่ฝั่งที่เห็นด้วยว่าแพงนะ อันนี้ซีเรียสเลย แต่ผมจะบอกว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของบริษัทเราคืออยากพาขนมไทยไปทั่วโลกให้เร็วที่สุด อนาคตจึงแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคืออยู่ในห้าง ส่วนต่อมาเราจะขายให้แพงกว่าเดิม ขาย 299 บาท 399 บาท แต่เราจะไม่ขายคนไทยเราจะขายต่างชาติ จะทำให้ขนมไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ไปต่างประเทศได้เยอะที่สุด มาเที่ยวไทยต้องซื้อขนมตัวนี้กลับไปฝากคนที่บ้าน โดยที่ไม่ข้องใจว่า สิ่งนี้คืออะไร เหมือนเราไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือเกาหลีก็ยังมีขนมซื้อกลับมา ทำให้เป็นของพรีเมียม ทำให้แพ็กเกจจิ้งเป็น Gift Set ยกระดับทุกอย่างให้เป็นของคุณภาพ”

ส่วนอีกขาหนึ่ง โจทย์ของ “Lamunn” คือจะทำอย่างไรให้ขนมไทยอยู่ในใจคนไทยตลอดไป คำว่า อยู่ในใจ ต้องดูเรื่องของราคา 139 บาท อย่างไรก็อยู่ในใจไม่ได้ แพง เข้าถึงยาก ทั้งคู่ตัดสินใจว่า จะดั๊มป์ราคาลงมาอยู่ที่ชุดละ 39 บาท แต่จะทำอย่างไรให้ขายได้ในราคาเท่านั้น อาจจะต้องไม่เข้าไปอยู่ในห้าง เพราะถ้าดูตามโครงสร้างต้นทุนก็คงขาดทุน

ถ้าอย่างนั้นลองไปดูว่า อนาคตหากสร้างโรงงานแล้วเสร็จ นำระบบ Automation เข้ามาช่วย จะสามารถลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้ง Cost of Goods Sold หรือต้นทุนวัตถุดิบและ SG&A หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารได้หรือไม่ เพื่อให้คนไทยกินโรตีสายไหมได้ทั่วถึงทั้งประเทศ 

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

“เราอยากขายถูกแต่แค่ตอนนี้เรายังทำไม่ได้ เรากำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ต้นทุนต่ำที่สุด สามารถขายในราคาที่ถูกและเรายังอยู่ได้ เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้ ธุรกิจมีลำดับขั้นของมัน เรากำลังเติบโตและพัฒนาสูตรนี้อยู่ ส่วนโมเดลห้างราคาก็คงอยู่ประมาณนี้ อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้มาก เพราะเราเผื่อค่าใช้จ่ายพวก GP ห้าง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ค่าคอมมิชชันอื่นๆ จึงคิดไว้ครอบคลุมที่ราคานี้”

เป้าหมายในการผลักดัน “โรตีสายไหม” ในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ ยิวและเบคมองว่า จริงๆ แล้ว ขนมไทยมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมาก ถ้าวันหนึ่งจุดติดเหมือนกับข้าวเหนียวมะม่วงหรือผลไม้ไทยก็คงทำให้ขนมไทยขายได้ในราคาที่สมเหตุสมผลไม่ยาก เพียงแต่ต้องมีคนนำมาจับแต่งตัว ทำให้อร่อยขึ้น อยู่ได้นานขึ้น หลักๆ คือ อายุของโปรดักต์ หรือ Shelf-life ที่ค่อนข้างท้าทาย ทำได้ยากแต่เชื่อว่าอนาคตต้องทำได้แน่นอน

ทั้งนี้ ในฐานะคนที่ไม่เคยเรียนทำอาหารหรือขนมมาก่อนแล้วหันมาเรียนทำโรตีสายไหม ทั้งคู่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แท้จริงแล้วขนมไทยทำยากมาก มีขั้นตอนกรรมวิธีการทำที่ซับซ้อนมากๆ เพียงแต่โดยส่วนใหญ่แล้วขนมไทยมักตกไปอยู่ในมือของคนพื้นบ้านที่ทำเป็นกันมาตั้งแต่แรก ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จึงอาจมีมุมมองว่า เป็นของง่ายๆ ไม่ได้ทำยากอะไร

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

ยิวและเบคมองว่า ต้นทุนการทำขนมไทยไม่ได้แตกต่างจากขนมประเภทอื่นๆ ใช้เวลาฝึกฝนยาวนาน มองดูชาวบ้านทำอาจจะไม่ยาก แต่ถ้าลงมือทำเองจริงๆ ไม่ได้ง่ายเหมือนตาเห็น และยิ่งถ้าอยากคิดไปข้างหน้าด้วยภาพที่ต้องการสเกลธุรกิจ “ขนมไทย” ยิ่งเป็นโจทย์ยากเข้าไปใหญ่

สเกลตามบ้านทำกันวันละ 100 ชิ้น แต่ถ้าอยากขยายวงกว้างต่ำๆ ต้องมี 10,000 ชิ้นต่อวัน จะทำอย่างไรให้เพียงพอ ใช้ตัวช่วยแบบไหน เครื่องไม้เครื่องมือในการผลิตระดับโรงงานก็ไม่ได้มีพิมพ์เขียวรองรับแบบเบเกอรี่ เพราะขนมไทยไม่เคยถูกมองไปข้างหน้าด้วยกำลังการผลิตระดับแมส ยิ่งขึ้นห้างหรือส่งออกต้องมาพร้อมมาตรฐานสากลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายตามมา

ตั้งเป้าใหญ่สุด “พันล้าน” เพิ่มเข้าห้าง-สะดวกซื้อ-แคเทอริ่ง-ส่งออก

ทั้งการเข้าไปอยู่ในโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และเจาะกลุ่มต่างชาติ ล้วนเป็นการ “เก็บเวล” ระหว่างทาง เพื่อเป้าหมายเดียว คือธุรกิจนี้ต้องมีรายได้แตะพันล้าน ฟังแบบนี้อาจจะดูไกลตัวไปสักหน่อยสำหรับธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ 1 ปี แต่ “ยิว” มองว่า การวางเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ทำให้มองเห็นว่า ต้องทำอะไรบ้างเพื่อจะไปถึงเป้าหมายสูงสุดตรงนั้น 

ก่อนจะกระจายสินค้า จุดสตาร์ทคือโรงงานโรตีสายไหมที่ยิวกับเบคใช้วิธีการเช่าโรงงานแล้วซื้อเครื่องจักรมาลง คาดว่า จะแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ พร้อมกับวางมาตรฐานทุกอย่าง ทั้ง อย. ฮาลาล GMP ฯลฯ ทำให้ถูกต้องเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าไปอยู่ในห้างและการส่งออกที่ต้องใช้มาตรฐานหลายอย่าง

ปัจจุบัน “Lamunn” มีทั้งหมด 21 สาขา อยู่ในกรุงเทพทั้งหมด และทุกที่สร้างความยืดหยุ่นด้วยสัญญาที่เซ็นครั้งละ 6-12 เดือน เพื่อให้ง่ายต่อการขยับตัว ตรงไหนไม่ดีลองทดสอบตลาดสัก 3 เดือนก็ย้ายไปโลเคชันอื่นได้ ซึ่งที่ผ่านมา “Lamunn” ยังไม่เคยมีเหตุให้ย้ายออกจากพื้นที่ไหน ขายดีทุกสาขา สำหรับปีนี้ตั้งเป้าขยายให้ครบ 40 สาขา ยังโฟกัสกรุงเทพเป็นหลัก

‘Lamunn’ ละมุนโรตีสายไหมของเด็ก BBA จุฬาฯ ปีนี้จะมี 40 สาขา อยากเข้าสะดวกซื้อ-ส่งออกทั่วโลก

ส่วนต่างจังหวัดมีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ความยากอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ (QC) ประกอบกับหลังบ้านมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพยังมีศักยภาพมากกว่าหัวเมืองต่างจังหวัด จึงขอทำพื้นที่ในเมืองให้แข็งแรง จากนั้นถ้ามาตรฐานการขนส่งสินค้าพร้อมแล้ว การออกนอกกรุงเทพก็มีในแผนเช่นกัน

“วางแผนอยากเข้าโมเดิร์นเทรดช่วงไตรมาสที่ 4 ตอนนี้ผมยังไม่มีมาตรฐาน กำลังสร้าง ผมเลยมองว่า จริงๆ มันก็มีตลาดอยู่ ส่วนเรื่อง Shelf-life เป็นเรื่องที่ต้องไปแก้ ต้องดึงให้อยู่ได้นาน 12 วัน ซึ่งตัวแป้งที่ใช้ปัจจุบันทำไม่ได้ ส่วนผสมตัวนี้มีน้ำเยอะ แป้งที่อยู่ในโมเดิร์นเทรดหรือไฮเปอร์มาร์เก็ตต้องบางลงมา มีส่วนผสมของน้ำน้อยลง จุลินทรีย์จะได้ไม่โต อยู่โดยไม่ต้องแช่เย็นก็จะดี เพราะถ้าต้องแช่เย็นมันเสียจิตวิญญาณของโรตีไป คิดว่าเป็นการบ้านที่ใหญ่มาก ถ้าไม่ถึง 12 วัน อย่างน้อยๆ ต้องอยู่ได้ 7 วัน”

ปัจจุบันกำลังการผลิตโรตีสายไหมอยู่ที่ 3,500 ชุดต่อวัน หากมีเครื่องจักรเข้ามาช่วยน่าจะเพิ่มเป็น 10,000 ชุดต่อวัน ตอนนี้สินค้าหน้าร้านซื้อไปแล้วมีอายุอยู่ได้ 2 วัน ทานเลยทันทีจะอร่อยที่สุด ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา “Lamunn” ขายโรตีสายไหมไปแล้ว 500,000 ชิ้น สาขาที่ขายดีที่สุด ได้แก่ เซ็นทรัลลาดพร้าว กะวันแบงค็อก ส่วนเป้ารายได้ปีนี้คาดว่า จะจบที่ 90-100 ล้านบาท หากภายในปลายปีนี้โรงงานแล้วเสร็จทัน การเข้าห้างทันเวลา ก็เชื่อว่า ยอดน่าจะเกินหลัก 100 ล้านบาทแน่นอน