“GDH” พัฒนาโมเดลธุรกิจสู่ Entertainment Ecosystem เน้นขยายรายได้จาก IP สู่เกม หนังสือ และสินค้า เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมรุกตลาดโลกด้วย “การเล่าเรื่อง-คอนเทนต์” คุณภาพ
“บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด” หรือ “GDH” ประกาศก้าวสำคัญในการดำเนินธุรกิจผ่านงาน “GDH CIRCLES Feel Good โคจรความสุข สนุกกว่าที่เคย” โดยเผยทิศทางใหม่ที่จะยกระดับจากสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์ไปสู่การเป็น Entertainment Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ การปรับตัวครั้งนี้มุ่งเน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศ
กมลณิช สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และการเติบโต กล่าวว่า GDH หันมารุกหนักในด้าน IP เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากในปัจจุบันรายได้ภาพยนตร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
“เราเห็นความเสี่ยงใหญ่ของอุตสาหกรรมนี้ มันไม่โต เราจึงไม่สามารถพึ่งรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีรายได้ทางอื่นเพิ่มขึ้น เพื่อดูแคชโฟลว์ของบริษัท” กมลณิชกล่าว
กมลณิช สวัสดิ์พาณิชย์
ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และการเติบโต
GDH จึงนำ 2 สินทรัพย์ที่แข็งแรงที่สุดของ GDH คือ คลัง IP จากภาพยนตร์ที่ทุกคนรู้จัก และทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยได้วางแผนขยายผลออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่ เกม หนังสือ และสินค้าไลฟ์สไตล์
ในส่วนของธุรกิจเกม GDH ได้ร่วมมือกับ YGGDRZIL GROUP พัฒนาเกมจากภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 เฟส เริ่มจากเกมบนเดสก์ท็อปที่เข้าถึงง่าย ตามด้วยเกมบนมือถือแนวเลี้ยงสัตว์ และปิดท้ายด้วยเกมระดับพรีเมียมแนวผจญภัยที่ตั้งเป้าสร้างรายได้ในระดับสากล ซึ่งแผนการปล่อยเกมจะสอดรับกับช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เข้าฉายในแพลตฟอร์มสตรีมมิง
นอกจากเกมดิจิทัลแล้ว ยังมีการรุกเข้าสู่ตลาด “บอร์ดเกม” โดยประเดิมด้วยโปรเจกต์ “คุณยายวรนาฏ” ที่ร่วมผลิตกับ “สยามบอร์ดเกม” ออกแบบเกมแนวกลยุทธ์ที่ดึงบรรยากาศจากหนังมาใช้ ให้คนเล่นได้สัมผัสเรื่องราวแต่ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความดูอยากเห็นจนต้องไปรับชมในโรงภาพยนตร์
ขณะเดียวกัน GDH ยังใช้จุดแข็งด้านการเล่าเรื่องเข้าไปสร้างมูลค่าให้พาร์ทเนอร์ เช่น การร่วมมือกับ Fairplay Studio โดย GDH รับหน้าที่ เขียนบทและสร้างสรรค์เกมแนวแฟนตาซีใหม่ของทางสตูดิโอ เกี่ยวกับแม่มด ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าทักษะการเล่าเรื่องแบบ GDH สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมคอนเทนต์
สำหรับธุรกิจหนังสือ กมลณิชเห็นโอกาสในตลาด E-book ที่ยังเติบโตสวนทางกับความเชื่อที่ว่าคนอ่านหนังสือน้อยลง “ตลาดหนังสือจริง ๆ คนอาจจะมองว่าตาย แต่จริง ๆ ตลาดมันใหญ่มาก เพราะคนเปลี่ยนไปอ่าน e-book” จากความสำเร็จในการลองทำนิยายเรื่อง “วิมานหนาม” พบว่าสามารถสร้างฐานแฟนคลับใหม่ ๆ และดึงดูดให้ผู้อ่านตามกลับมาดูภาพยนตร์ได้จริง
แนวทางการทำนิยายของ GDH ในปี 2569 จะเป็นการเปิดกว้างให้นักเขียนชื่อดังนำบทภาพยนตร์ไปตีความและถ่ายทอดในมุมมองใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องตามหนังแบบเดิม หรืออาจเล่าเป็นเรื่องเสริม (Side Story) เพื่อขยายเรื่องราวให้มีความลึกซึ้งและน่าติดตามมากขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้อ่านและผู้ชม
โปรเจ็กต์นิยายเรื่องใหม่ของ DGH คือ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ซึ่ง “พงศกร” หรือ น.พ. พงศกร จินดาวัฒนะ นักเขียนนิยายชื่อดัง จะมาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในแง่มุมใหม่ อีกทั้งยังนำ “ทายาทอสูร” ของ “ตรี อภิรุม” มาตีพิมพ์ใหม่ รับกับกระแสภาพยนตร์ “คุณยายวรนาฏ” ที่จะเข้าฉาย
ขณะที่ สินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก (Merchandise) GDH เปลี่ยนแนวคิดจากการทำเพื่อโปรโมตหนัง มาเป็นการสร้าง Corporate Merch และ IP Character อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการปั้นคาแรคเตอร์อย่าง “น้องโกฮัง” ให้กลายเป็นไอคอนที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจลิขสิทธิ์และการร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ ในอนาคต คล้ายกับความสำเร็จของ IP คาแรกเตอร์ระดับโลก ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการหยิบคาแรกเตอร์จากหนังมาทำเป็นสินค้ามากขึ้น
รวมถึงโปรเจกต์ “มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” ที่มีการจำหน่ายเมิร์ซจากผลงานในความทรงจำทั้งในยุค GTH และ GDH กว่า 20 ปี ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินทางปัญญา และส่งต่อประสบการณ์ความประทับใจให้แฟน ๆ ในหลากหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม กมลณิชกล่าวว่าบริษัทยังคงเน้นการทำงานร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ ในรูปแบบ “การคอลแลบ” มากกว่าการทำเองทั้งหมด โดยเธอระบุว่า “เราอาจจะเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่อง เรื่องคาแรคเตอร์ที่อยู่ในบทที่ดี แต่การดีไซน์ที่ทำยังไงให้น่ารัก น่าซื้อ เราไม่ได้เชี่ยวชาญเท่าแบรนด์ เราคิดว่าถ้าเราคอแลบกันแล้วเดินไปด้วยกัน มันน่าจะแข็งแรงกว่า”
เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มแฟนคลับและผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น GDH มีแผนที่จะกลับมาเปิดหน้าร้านอีกครั้ง เหมือนยุค “GTH” ที่มี “GTH Shop” ณ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับพาร์ทเนอร์เพื่อเปิดในทำเลที่มีศักยภาพ
ศักยภาพของคอนเทนต์ GDH ในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง เห็นได้จากการที่ภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า ถูกสตูดิโอฮอลลีวูดอย่าง Miramax ซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมก รวมถึงการขายลิขสิทธิ์การสร้างใหม่ในประเทศจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องราวที่มีความเป็นสากลสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทั่วโลก
สำหรับการขายลิขสิทธิ์รีเมก GDH ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของผลงานเป็นอย่างมาก “สัญญาเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าหนังเราดี เราไม่ควรขายสิทธิ์รีเมกไปส่ง ๆ แล้วไปทำให้ของที่ดี กลายเป็นของไม่ดี” กมลณิชเผยว่าในทุกสัญญา GDH จะระบุสิทธิ์ในการให้คำปรึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์เพื่อคุมทิศทางของงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการพัฒนาหลักสูตรด้านภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์ ในชื่อ “GDH Classroom” เพื่อผลักดันบุคลากรรุ่นใหม่สู่การเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย


