"เนสกาแฟ" เบอร์ 1 ตลาดแฟในประเทศไทย เดินหน้าโตด้วยตัวเอง สร้างโรงงานแห่งใหม่ ยกไทยเป็นฐานผลิตในประเทศ ควบคู่ส่งออก สานภารกิจเติบโตสู่ทศวรรษที่ 6 อย่างแข็งแกร่ง
การประกาศลงทุนด้วยงบก้อนโต 2.3 หมื่นล้านบาทในประเทศไทยของยักษ์ใหญ่อาหารระดับโลกอย่าง “เนสท์เล่” เพื่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟหลากชนิด ถือเป็นการตอกย้ำให้ไทยเป็นฐานทัพธุรกิจที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง
“เนสท์เล่” เป็นหนึ่งในองค์กรร้อยปีของโลก และเมื่อมองกลับมายังประเทศไทยรากฐานธุรกิจถือกำเนิดขึ้นมายาวนานไม่แพ้กัน เพราะกิจการดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ.2436 จวบจนปัจจุบันมีอายุถึง 133 ปีแล้ว
"เนสกาแฟ" เสิร์ฟความหอมกรุ่น 53 ปีในไทย
จากผลิตภัณฑ์นมข้นหวานตราแม่ทูนหัว ได้นำอีกหลากหลายสินค้ามาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย โดยมีหนึ่งในแบรนด์เรือธงคือ “เนสกาแฟ” อีกแบรนด์ระดับโลก(Global Brand) ที่สร้างตำนานความหอมกรุ่นทุกเช้า สาย เที่ยงฯ เป็นเวลา 88 ปี ส่วนในไทย “เนสกาแฟ” อยู่คู่ครัวเรือนมาถึง 53 ปีแล้ว
“เนสกาแฟ” เติบโตอย่างแข็งแกร่งกลายเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดกาแฟ โดยเฉพาะการบริโภคในบ้าน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ทุกคนตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า พร้อมทำงานในเช้าวันใหม่มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม(RTD) เป็นต้น
ล่าสุด “เนสท์เล่” ได้เดินหน้าสานพันธกิจสำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจไทย ชุมชน สิ่งแวดล้อม และตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการลงทุนครั้งใหญ่ภายใต้งบประมาณก้อนโตถึง 2.3 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานผลิตกาแฟสุดล้ำสมัย ที่จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจกาแฟแบรนด์ “เนสกาแฟ” มากยิ่งขึ้น
ก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ด้วยรากฐาน-โรงงานผลิตแห่งใหม่
หากเจาะลึกเส้นทางการขับเคลื่อนตลาดของ “เนสกาแฟ” ก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 โรงงานใหม่แห่งนี้ ไม่เพียงเป็นฐานทัพเพื่อผลิตสินค้าให้คนไทย และจะเป็นขุมพลังในการ “ส่งออกสินค้า” ไปยังตลาดต่างประเทศด้วย
เฉพาะตลาดในประเทศ การบริโภคกาแฟมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท “เนสกาแฟ” ถือเป็นเบอร์ 1 ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด “การยืนหยัดด้วยขาของตัวเอง” คุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หรือผลิตสินค้า ไปจนถึงการทำตลาด ความเชี่ยวชาญด้านการแฟ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง(Insight) จะยิ่งต่อยอดการเติบโตให้กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น
แต่ละปี “เนสกาแฟ” มีสินค้าใหม่ออกมากระตุ้นตลาด เพื่อสร้างเติมสีสัน ควบคู่สร้างการเติบโตอย่างไม่ลดละ เพราะพฤติกรรม ความต้องการของคอกาแฟเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยจุดแข็งการวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งการปรับสูตรเนสกาแฟให้อร่อย เข้มข้น หอมกรุ่นกว่าเดิม ล้วนเป็นสิ่งที่แบรนด์มุ่งรังสรรค์อยู่เสมอ
ส่งเสริมเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต
นอกจากนี้ หากเจาะลึกการลงทุน สร้างโรงงานแห่งใหม่ผลิตเนสกาแฟ ยังเป็นการตอกย้ำพันธกิจในการให้ความสำคัญกับ “ห่วงโซ่การผลิต” หรือซัพพลายเชนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน เพราะโรงงานยังคงเดินหน้าใช้วัตถุดิบที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟ น้ำตาล น้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนุบสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาในท้องถิ่น โดยที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ มีโอกาสได้ลงพื้นที่กับ “เนสท์เล่” เพื่อสัมผัสความร่วมไม้ร่วมมือกับเกษตรกร รับฟังแนวทางการส่งเสริมทั้งการทำฟาร์มโคนม การเพราะปลูกเมล็ดกาแฟ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อปี(ยีลด์) และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นด้วย
สำหรับโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ ที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้คาดการณ์ใช้วัตถุดิบจากในประเทศไทยเพื่อผลิตสินค้าจะอยู่มีมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี และเมื่อมองสิ่งที่ “เนสท์เล่” ทำมาอย่างยาวนานคือการเป็น "ผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ของประเทศไทย” ระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษแล้ว
นอกจากเกษตรกรที่จะได้ป้อนผลผลิตทางการเกษตรอยู่ในห่วงโซ่การผลิต โรงงานแห่งใหม่ยังก่อให้เกิดการจ้างงานอีกหลายร้อยชีวิตด้วย
ชูเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดของเนสท์เล่สู่เมืองไทย
ในยุคที่เทคโนโลยีทรงพลัง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงงานแห่งใหม่ยังถูกยกระดับการผลิตด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีการสกัดกาแฟที่ล้ำสมัยที่สุดของเนสท์เล่ ที่จะช่วยการเก็บรักษากลิ่นกาแฟที่ทันสมัย รวมถึงระบบอัตโนมัติขั้นสูง ยังมีระบบหุ่นยนต์ และคลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับจัดเก็บและเลือกหาสินค้า (ASRS) ตลอดจนระบบควบคุมกระบวนการทำงานขั้นสูง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และความเสถียรในทุกขั้นตอนการผลิตในโรงงาน
การลงทุนหมื่นล้านบาท จึงเป็นการเสริมแกร่งการผลิต “เนสกาแฟ” ทุกมิติอย่างแท้จริง ที่สำคัญนี่คือการยืนหยัดดำเนินธุรกิจด้วยรากฐานของตัวเอง เพื่อสร้างความยั่งยืนระยะยาว


