ไม่ได้พังแค่ “เนื้อแท้” ? โรงแปรรูปวัว ชี้ ธุรกิจเนื้อวัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับประเทศ ก่อนหน้านี้มีร้านเนื้อล้มไปหลายราย เข้าข่าย “ฆ่าช้างเอางา” วัว 1 ตัว ขายได้แค่บางส่วน ที่เหลือราคาตก-ระบายสต๊อกยาก สุดท้ายทุนจม ซ้ำรอ Credit Term นาน 3 เดือน ไม่พอมรสุม “FTA” เนื้อออสเตรเลียภาษี 0% ทุ่มตลาดไทย ระยะยาวไม่เหลือใคร-ตายทั้งระบบ
จากกระแสข่าว “เนื้อแท้” ร้านอาหารของ “โต-วีรชน ศรัทธายิ่ง” และ “ตาล-นภศูร รามบุตร” ถูกนำเสนอออกไป โดยมีพนักงานในร้านออกมาเปิดเผยว่า ทางบริษัทค้างจ่ายค่าแรงล่าช้า จากที่ต้องได้รับเงินเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับจ่ายมาเพียง 6% ของเงินเดือนเท่านั้น รวมถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอนว่า พนักงานจะได้รับค่าจ้างที่เหลือเมื่อไหร่
ตลอดทั้งวันดราม่าเนื้อแท้ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก กระทั่งช่วงค่ำฟากฝั่งผู้บริหารได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบุว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยอมรับว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการคำนวณและบันทึกต้นทุนที่ผิดพลาด ทำให้บริษัทขาดทุนสะสมเป็นเวลานานจึงขาดสภาพคล่อง ขณะนี้อยู่ในช่วงปรับปรุงระบบบัญชีและบริหารจัดการใหม่
มองผิวเผินอาจพบว่า เรื่องนี้เป็นเพียงการบริหารจัดการภายในที่ผิดพลาดของแบรนด์ ทว่า อีกมุมหนึ่งกลับพบนัยแฝงเร้นที่นำพาเราไปไกลถึงองคาพยพทั้งระบบของอุตสาหกรรมเนื้อวัวไทย “กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “อดุลย์ กำไลทอง” กรรมการผู้จัดการโรงงานแปรรูปโคฮาลาลชุมพร ระบุว่า กรณีของ “เนื้อแท้” เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางอุตสาหกรรมโคเนื้อยาวนานมากกว่า 3-4 ปีแล้ว
ธุรกิจเนื้อวัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับประเทศ เป็นประเด็นงูกินหางที่ลุกลามตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค โรงงานเชือด โรงงานแปรรูป โมเดิร์นเทรด ไปจนถึงร้านอาหารและกลุ่มแปรรูปเนื้อเหมือนที่ “เนื้อแท้” กำลังเผชิญ
เนื้อวัวไม่ต่างกับการ “ฆ่าช้างเอางา” ล้ม 1 ตัว ขายได้ไม่ถึง 20% นอกนั้นค้างสต๊อก-ทุนจม
เจ้าของโรงงานแปรรูปโคฮาลาล บอกว่า ธุรกิจนี้ยากตั้งแต่ “บาลานซ์พาร์ท” หรือการวางสมดุลการใช้เนื้อวัวแต่ละส่วน เนื้อวัวแต่ละส่วนมีความแตกต่างกันเยอะมาก มีทั้งส่วนที่เป็นตัวท็อปและส่วนที่ขายไม่ออก ความยากคือของที่ตลาดต้องการ อาทิ “เทนเดอร์ลอยน์” (Tenderloin) หรือเนื้อสันใน “สตริปลอยน์” (Striploin) หรือเนื้อสันนอก และ “ริบอาย” (Ribeye) หรือเนื้อส่วนซี่โครง กลุ่มนี้ขายดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็ขายออกหมด
ปัญหาที่ตามมา ก็คือดีมานด์สูง แต่วัว 1 ตัว ให้สัดส่วนพวกนี้ได้ไม่เกิน 20% สิ่งที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับปรากฏการณ์ “ฆ่าช้างเอางา” ทั้งตัวได้ส่วนที่ขายดีและขายได้ราคาเพียงเท่านั้น ส่วนรองๆ อย่างสะโพก น่อง ใช้เวลาในการระบายของออกเกือบๆ 4 เดือน แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น คือธุรกิจนี้ต้องเชือดวัวกันทุกวัน เพราะต้องมีของส่งลูกค้าในส่วนยอดนิยมตามที่กล่าวมา ส่วนที่ขายไม่ได้ก็จะถูกเก็บเป็น “Inventory” หรือสินค้าคงคลังในสต๊อก
เมื่อส่วนที่เหลือต้องรอการระบาย ทุนจม เงินยังไม่ออก ขณะเดียวกันก็ต้องมีเงินออกไปเติมส่วนที่ดีมานด์สูง-ลูกค้าต้องการทุกวันเช่นกัน บวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างอีกอย่างที่เข้ามาซ้ำเติม พบว่า ผู้กำหนดราคาเนื้อเป็นกลุ่มโมเดิร์นเทรดทั้งหมด ซึ่งระบบการทำงานระหว่างเกษตรกรหรือโรงเชือดต้องใช้เวลา “วางบิล” หรือรอ Credit Term ราว 2-3 เดือน กว่าเงินสดจะกลับมา กลายเป็นยิ่งทำเงินยิ่งจม อาจจะไม่ได้ขาดทุน แต่เกิดเป็นสถานการณ์ที่เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ
“อันนี้เป็นภาพใหญ่ที่เกิดขึ้น ทั้งกับโรงเชือด โรงแปรรูป และเกษตรกรทั้งประเทศ น่าจะปวดหัวเรื่องการบาลานซ์พาร์ท ทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกส่วนเกลี่ยราคาแล้วได้ราคาเฉลี่ยที่เลยจุดคุ้มทุน สมมติ เนื้อสันในขายกิโลกรัมละ 500 บาท ส่วนอื่นขายกิโลกรัมละ 200 บาท แต่ต้นทุนการขายสูงกว่านั้น เขาก็ต้องไปขึ้นราคากับส่วนที่ขายดีเป็นกิโลกรัมละ 700-800 บาท เพื่อดึงค่าเฉลี่ยขึ้นมา แต่พอดึงขึ้นมากลายเป็นสู้กับเนื้อวัวนำเข้าไม่ได้อีก เพราะต่างประเทศที่นำเข้ามาเขาเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ บ้านเราเป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่ม กลุ่มแปรรูปเนื้อหลายแห่งจึงขาดเงินทุนหมุนเวียน”
ซ้ำร้ายเจอ “เนื้อวัวนำเข้า” ทุบตลาด ค้าปลีกอยากได้เนื้อไทย แต่โรงเชือดตกมาตรฐาน
นอกจากเนื้อวัวของไทยเอง บ้านเรายังมี “เนื้อออสเตรเลีย” และ “เนื้อนิวซีแลนด์” ที่เข้ามาเป็นวัตถุดิบหลัก “อดุลย์” บอกว่า พูดกันตามจริงแล้วคุณภาพเนื้อวัวไทยสูงกว่าเนื้อออสเตรเลียด้วยซ้ำไป ไทยขุนวัวด้วยธัญพืชอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็พบว่า เนื้อวัวไทยมีปัญหาเรื่องมาตรฐานโรงเชือด หลายแห่งยังไม่ได้มาตรฐานดีเพียงพอ ปัจจุบันในไทยมีโรงเชือดที่ได้มาตรฐานเพียง 12 แห่งเท่านั้น ทำให้โมเดิร์นเทรดหรือร้านอาหารขนาดใหญ่หลายแห่งต้องหันไปพึ่งพาเนื้อนำเข้า
แล้วทำไมไม่ทำให้ได้มาตรฐาน ? เรื่องนี้เป็นปัญหาคดเคี้ยวยิ่งกว่างูกินหาง เพราะที่เคยได้ยินมาว่า ดีมานด์เนื้อวัวในไทยสูงมากแต่ไทยกลับมีไม่เพียงพออาจไม่ได้ถูกต้องตามนั้นทั้งหมด เขายืนยันว่า วัวในไทยอยู่ในจุดที่ล้นตลาดไปแล้ว แต่โรงเชือดที่ได้มาตรฐานต่างหากที่ไม่เพียงพอ ส่วนโรงเชือดที่ได้มาตรฐานก็ขาดเงินทุนไปซื้อวัวมาขายให้กับร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรด เงินทุนที่ติดขัดก็วกกลับไปถึงเรื่องของ Credit Term ที่นานเกินจนทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงและโรงเชือดขาดเงินสดในระบบ รวมถึงปัญหาการบาลานซ์พาร์ทก็ด้วย
แนวทางการแก้ไขปัญหานี้ “อดุลย์” เสนอว่า ต้องทำให้โรงเชือดที่ได้มาตรฐานมีมากขึ้น แก้ปัญหาเรื่อง Credit Term ให้เขา หากทำได้ก็แก้ได้ทั้งระบบ วัวในมือเกษตรเป็นที่ต้องการอยู่แล้วเพราะตลาดมีดีมานด์ ย้ำว่า เกษตรไทยตั้งใจเลี้ยงวัวจนคุณภาพดีมาก แต่สิ่งที่สู้ต่างประเทศไม่ได้ คือแหล่งเงินทุน และนโยบายจากภาครัฐที่ยังให้การสนับสนุนไม่มากพอ ซึ่งก็รวมไปถึงการเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) นำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียแบบปลอดภาษี หรือภาษี 0% ราว 4-5 ปีก่อนหน้า ที่ยิ่งเป็นการซ้ำเติมอุตสาหกรรมเนื้อวัวไทยให้ทุนหายกำไรหดมากกว่าเดิม
“รัฐบาลไปเปิด FTA กับออสเตรเลีย กลายเป็นว่า เนื้อออสเตรเลียกับเนื้อนิวซีแลนด์ทะลักเข้ามาเยอะมาก แล้วมาตัดราคาทุ่มตลาดเนื้อไทย เกษตรกรไม่รู้จะเอาวัวส่งขายโรงเชือดที่ไหน เพราะโรงเชือดหรือกลุ่มแปรรูปเนื้ออย่างบังโตก็ระบายออกไม่ทัน ราคาสู้ออสเตรเลียไม่ได้ และไม่มีเงินสดไปจ่ายค่าวัว เป็นแบบนี้ตั้งแต่ FTA มีผลบังคับใช้ ตอนนี้โคนมก็กำลังมีปัญหาแบบเดียวกับโคเนื้อเลย แล้วรัฐก็ไม่แก้เหมือนที่ทำกับโรงเชือด”
แต่ไม่ใช่ว่าฝั่งโมเดิร์นเทรดจะไม่อยากรับซื้อเนื้อไทย “อดุลย์” บอกว่า จากที่เคยคุยกับโมเดิร์นเทรด ระบุว่า ปัญหาก็วนกลับที่สต๊อกสินค้า ถึงเวลาอยากได้ของเกษตรกรหรือโรงเชือดไทยไม่มีสินค้าให้ ส่วนโรงเชือดที่มีก็ส่งให้ไม่ได้เพราะไม่ได้มาตรฐาน ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปรับเนื้อออสเตรเลียมาขาย เขามองว่า เรื่องมาตรฐานก็ต้องเร่งทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ที่เร่งด่วนมากที่สุด คือเงินทุนหมุนเวียนในกิจการโคเนื้อของไทย ทำอย่างไรให้การซื้อขายเป็นรูปแบบเงินสด เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรทุนกลับมาต่อยอด ช่วยตั้งต้นให้มีเงินไปขุนวันรุ่นถัดไป
สรุปแล้ว ปัญหาของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง คือการบาลานซ์พาร์ทของวัวเพื่อเร่งระบายสต๊อกส่วนที่ไม่ได้รับความนิยม ขณะเดียวกันก็ต้องมีเงินทุนมาต่อทุนเพื่อไปซื้อวัวมาเพิ่มสำหรับการตอบโจทย์เรื่องสัดส่วนที่ตลาดนิยม โรงเชือดเองก็ต้องทำให้ได้มาตรฐานมากขึ้นเพื่อผ่านเกณฑ์ส่งขายโมเดิร์นเทรด แต่ก็ต้องมาพร้อมกับกระบวนการซื้อขายผ่านเงินสดเพื่อให้ผู้เลี้ยงวัวมีทุนไปต่อยอดด้วย
ฝั่งรัฐต้องไม่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เมื่อเนื้อวัวไม่พอกับดีมานด์การเปิดเขตการค้าเสรีภาษี 0% อาจเป็นทางออกสำหรับปลายทาง แต่ไม่ใช่กับคนต้นทางในระบบที่มีของดีอยู่แล้ว แต่ติดเรื่องเงินทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐที่มีความเข้าใจในอุตสาหกรรมทั้งเหตุและผลที่เพียงพอ เช่นนั้นจึงจะสามารถพยุงคนทั้งอุตสาหกรรมให้อยู่รอดต่อไปได้


