ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเจาะโรงงานจีนไม่ง่าย แต่ถ้าเข้าได้ ยอดขายโตเท่าตัว "ซันเวนดิ้ง" เปิดเกมรุกเรียบร้อย เดินหน้าขยายจำนวนตู้เอาใจกลุ่มคนทำงานในโรงงานแดนมังกร แผนปี 69 คลอดตู้ใหม่ สมาร์ม คูลเลอร์ สะดวกขึ้น และ 4R ตอบโจทย์ต้นทุนพลาสติกแพง
“ซันเวนดิ้ง” เป็นผู้นำการจำหน่ายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติหรือตู้เวนดิ้ง แมชชีน ที่ติดตั้งให้บริการลูกค้าเข้าใกล้ 2 หมื่นตู้แล้ว
ปี 2569 บริษัทฝ่าความท้าทาย จนสร้างยอดขายและกำไรเติบโตต่อเนื่อง เพื่อสานเป้าหมายทั้งปีให้โตไม่ต่ำกว่า 10% โดยจิ๊กซอว์สำคัญในปีนี้คือการขยายตู้เวนดิ้ง แมชชีน รุกโรงงานจีน และมีตู้ใหม่ๆมาตอบโจทย์ลูกค้า
พิศณุ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด(มหาชน) ฉายภาพว่า บรรยากาศการขายสินค้าผ่านตู้เวนดิ้ง แมชชีน ปีนี้ไม่คึกคักนัก ด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทว่า บริษัทยังหาช่องทางในการเติบโต โดยเฉพาะรุกขยายการติดตั้งตู้เวนดิ้ง แมชชีนไปยังพื้นที่โรงงาน ซึ่งเป็นทำเลทองในการสร้างยอดขาย
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการ “เจาะโรงงานจีน” ที่อุปสรรคใหญ่คือ “เข้ายาก” ในการไปติดตั้งตู้เวนดิ้ง แมชชีน แต่เมื่อเจาะตลาดได้ ค้นพบศักยภาพของกลุ่มคนทำงานในโรงงานจีนมีกำลังซื้อสูง นิยมซื้อเครื่องดื่ม และขนมขบเคี้ยว(สแน็ก)ค่อนข้างสูง ทำให้ยอดขายเติบโตเกือบ “เท่าตัว” เมื่อเทียบกับการติดตั้งตู้เวนดิ้ง แมชชีนในโรงงานทั่วไป
“ตู้เวนดิ้ง แมชชีนที่ติดตั้งในโรงงานจีน ต้องเติมสินค้าทุกวันจำนวน 2-3 รอบ และยอดขายสินค้าเติบโตเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับโรงานทั่วไป โดยสินค้าที่จำหน่ายเราจะมีการเอาใจลูกค้าคนทำงานกลุ่มเป้าหมาย มีสินค้าจีนบ้าง เช่น เครื่องดื่มสมุนไพร น้ำฟักยอดฮิตในหมู่ผู้บริโภค”
สำหรับการติดตั้งตู้เวนดิ้ง แมชชีน ปกติโรงงาน ถือเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สัดส่วนมากสุด แต่ปีนี้บริษัทต้องการขยายไปยังพื้นที่เปิดมากขึ้น เช่น ห้างค้าปลีก อาคารสำนักงานต่างๆ ที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก
แผนธุรกิจปี 2569 บริษัทยังเดินหน้านำตู้เวนดิ้ง แมชชีนนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาให้บริการแก่ลูกค้าเพิ่ม เช่น ตู้สมาร์ท คูลเลอร์ ซึ่งนิยมมากในประเทศจีน ได้อยู่ระหว่างการนำมาปรับปรุงสภาพและประกอบ(Refurbishment) โดยจุดเด่นของตู้คือจะทำให้การซื้อสินค้าสะดวกสบายมากขึ้น เพียงแตะบัตรเครดิต หรือใช้ดิจิทัลวอลเล็ท(จำกัดแอปพลิเคชัน) ที่หน้าจอ ตู้เปิดและหยิบสินค้าออกมา ตู้จะนับจำนวนสินค้าและคิดราคาทันที ส่วนตัวตู้มีน้ำหนักที่เบากว่าเดิม ใช้จำนวนมอเตอร์น้อยลง ประหยัดพลังงานลง 30% ที่สำคัญต้นทุนตู้หากซื้อไปจำหน่ายสินค้าจะต่ำลงราคาไม่ถึง 1 แสนบาท เทียบกับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติรุ่นเดิมราคาอยู่ระดับ 1.5 แสนบาท
“ตู้สมาร์ท คูลเลอร์ จะทำให้การซื้อสินค้าเร็วขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว เพียงแตะบัตรเครดิต หยิบสินค้า ชำระเงิน ซึ่งตู้นี้อยู่ระหว่างการพัฒนาปรับสภาพและประกอบให้เข้ากับประเทศไทย คาดว่าจะเปิดตัวทำตลาดต้นปี 2569”
นอกจากนี้ ยังมีตู้ “4R” รีฟิล สเตชัน ทั้ง Refill Reuse Reduce และ Recycle ถูกพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) เช่น ไลอ้อน (ประเทศไทย) ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เผชิญต้นทุนพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
“ช่วงที่ราคาน้ำมันแพง บรรจุภัณฑ์พลาสติกแพง ลูกค้าต้องการให้เราทำตู้รีฟิลสินค้าจำเป็น เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะบริษัทเหล่านั้นมีขวดพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง สามารถให้ลูกค้านำมารีฟิลได้ โดยราคาและปริมาณมีให้เลือก เช่น 100 มิลลิลิตร(มล.) 200 มล.1 ลิตร และ 4 ลิตร เป็นต้น โดยตู้นี้จะเปิดตัวในไตรมาส 4”
จากราคาน้ำมันพุ่งช่วงสงครามในตะวันออกกลาง ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนบริษัท โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าและดูแลตู้เวนดิ้ง แมชชีนทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทมีหน่วยรถเองราว 400 คัน เมื่อน้ำมันดีเซลดีดตัวขึ้น 30% จึงมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม 8 แสน ถึง 1 ล้านบาท และมีผลต่อราคาสินค้าหน้าตู้บ้าง เช่น น้ำแร่มองต์เฟลอราคา 12 บาท ขยับเป็น 14 บาท
ซันเวนดิ้ง ดำเนินธุรกิจตู้เวนดิ้ง แมชชีนมา 25 ปี ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนตู้ให้บริการลูกค้ากว่า 1.92 ตู้ทั่วประเทศ ผ่านตู้ 4 แบบ เช่น เครื่องขายเครื่องดื่ม เครื่องขายสินค้าเครื่องดื่มและขนม เครื่องถ้วยแบบร้อนเย็น ฯ สินค้าที่จำหน่ายผ่านตู้มีมากกว่า 700 รายการ(เอสเคยู) และสร้างรายได้ 746.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้เฉลี่ยต่อตู้อยู่ประมาณ 420 บาทต่อเครื่องต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขายเฉลี่ย 400 บาทต่อเครื่องต่อวัน หลักๆมาจากยอดขายตู้ที่ติดตั้งในโรงงาน ขานรับอุตสาหกรรมส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์
“หน้าบ้านเราพยายามบริหารจัดการไม่ให้ต้องขึ้นราคาสินค้า และจากราคาน้ำมันขึ้น 30% เรามีการพัฒนา นำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลด้านโลจิสติกส์ทำให้ต้นทุนลดลง 15% ภาพรวมยอดขาย กำไรเราจึงเติบโตขึ้นทุกปี”



