ชื่อมาจากญี่ปุ่น แต่ไทยทำ-ไทยปลูก-ไทยขาย! รู้จัก “มินนะมาเมะ” ถั่วแระญี่ปุ่นสัญชาติไทย เริ่มปลูกเพราะญี่ปุ่นผลิตไม่เพียงกิน ส่งออก 20 ประเทศทั่วโลก-ทำ OEM จนรายได้โตแรง 2,000 ล้าน ปีนี้ขอดันแบรนด์ตัวเอง “มินนะมาเมะ” บุกญี่ปุ่น-สิงคโปร์ พร้อมเป้าใหญ่ 3-5 ปี มีรายได้อย่างน้อย 3,000 ล้าน
ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว “ถั่วแระญี่ปุ่น” อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ไกลตัวสำหรับคนไทย ไม่ใช่ของกินเล่นที่ได้รับความนิยมเหมือนทุกวันนี้ที่มีขายตั้งแต่แบบแช่แข็ง (Frozen) ไปจนถึงถั่วแระญี่ปุ่นอบกรอบ ถั่วแระญี่ปุ่นในอดีตจึงอยู่ในฐานะสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกโดยมีจุดเริ่มต้นจากผลผลิตในประเทศญี่ปุ่นไม่เพียงพอกับความต้องการ “LACO” หรือ บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด จึงมีโปรดักต์แรกสุดอย่างการส่งออกถั่วแระญี่ปุ่นไปยังดินแดนที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นถือกำเนิด และในเวลาต่อมาก็เริ่มทำแบรนด์ตัวเองในชื่อ “มินนะมาเมะ” (Minnamame)
“มินนะมาเมะ” ที่แปลว่า ถั่วแระของทุกคน อยู่ภายใต้การผลิตและจัดจำหน่ายของ “LACO” ตีแบรนด์ตัวเองวางขายในไทยมาระยะหนึ่ง ทว่า สัดส่วนของ “มินนะมาเมะ” กลับทำเงินให้พอร์ตโฟลิโอราว 5% เท่านั้น นั่นเป็นเพราะบริษัทเติบโตจากการเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออก-รับจ้างทำ OEM ให้กับแบรนด์อื่นอีกมากมาย แต่ปัจจุบันเริ่มมองเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนไป พบว่า คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ได้ทานเล่นเท่านั้น แต่กินเพราะอยากได้โปรตีน-ไฟเบอร์มากขึ้น จึงตัดสินใจดัน “มินนะมาเมะ” อย่างเป็นทางการในปีนี้
“อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ประธานกรรมการบริหาร LACO เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นว่า ธุรกิจเครือ LACO ที่กำลังจะมีอายุครบ 33 ปี เติบโตสร้างชื่อในฐานะผู้ผลิตสินค้าเกษตรส่งขายทั้งญี่ปุ่น สหรัฐ รวมถึงในไทยเองด้วย แต่หลังจากผ่านเวลามาพักใหญ่ ปีนี้ LACO ขอปรับทิศทางการทำงาน สู่การเป็น “Global Food Company” มีสินค้าหลักๆ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มถั่วแระญี่ปุ่น ทั้งแบบแช่แช็งและอบกรอบมี 3 รสชาติหลัก ได้แก่ เกลือหิมาลายัน เกลือหิมาลายันเค็มน้อย และวาซาบิ
2. กลุ่มผลไม้แช่แข็งเคลือบช็อกโกแลต ภายใต้แบรนด์ “Choco Fruiz” เป็นอีกโปรดักต์ที่ขายดีไม่แพ้กัน ในไทยจำหน่ายทั้งร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ส่งออกไปแล้ว 20 ประเทศทั่วโลก ผลไม้ที่นำมาแปรรูปมีทั้งผลไม้ไทยที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว อาทิ กล้วยหอม สับปะรด มะม่วง รวมถึงผลไม้จากต่างประเทศอย่างสตรอว์เบอร์รี่และราสเบอร์รี่ด้วย และ 3. กลุ่มสินค้า Ready to eat ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้บริหารมองว่า สามารถบริษัทไปถึงเป้าหมายการเป็นบริษัทระดับโลกได้
ปัจจุบัน “LACO” จำหน่ายสินค้าครอบคลุมทุกร้านค้าปลีกโมเดิร์นเทรดในไทย รวมถึงขยายไปยังช่องทางออนไลน์พร้อมๆ กัน ปีที่ผ่านมา LACO มีผลประกอบการ 1,892 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท ปีนี้วางเป้าเติบโต 15% ดันรายได้แตะ “2,300 ล้านบาท” สัดส่วนทำเงินวาง “มินนะมาเมะ” ไว้ 50% ที่เหลือเป็นสินค้าผลไม้เคลือบช็อกโกแลต และสินค้า Ready to eat รวมกัน
ที่ผ่านมา “LACO” เน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก สัดส่วนทำเงินในไทยจึงอยู่อันดับที่ 3 ตลาดใหญ่สุดของเครืออยู่ที่ “สหรัฐ” 38% “ญี่ปุ่น” 34% “ไทย” 22% และกลุ่มประเทศอื่นๆ รวมกัน 6% หลังจากทุ่มสรรพกำลังไปกับการทำธุรกิจ OEM มาหลายสิบปี ภายใน 3-5 ปีหลังจากนี้มีเป้าหมายผลักดัน “มินนะมาเมะ” สู่ตำแหน่ง Global Brand ให้ได้ เฟสแรกเน้นทำการตลาด 3 ประเทศหลักๆ คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไทย ซึ่งเป็นปีแรกที่มี “Friend of Minnamame” เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมี “พิมฐา-ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล” นั่งแท่นพรีเซนเตอร์คนแรก
“ที่ผ่านมาตลาดส่งออกมีแบรนด์มินนามาเมะเป็นส่วนหนึ่ง แต่โดยมากยังเน้น OEM เกือบ 95% มินนามาเมะในไทยมีขายอยู่แล้ว ญี่ปุ่นก็มีขาย แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นในตลาดจะเป็นแบรนด์ของลูกค้าที่เราทำ OEM ให้ ประเทศอื่นๆ อย่างยุโรป ตะวันออกกลาง หรือสิงคโปร์ก็มีขายอยู่แล้ว เป็นกลุ่มสินค้าแช่แข็งทั้งหมด ส่วนแพ็กเกจเป็นซองหรือกระปุกเริ่มทำจริงๆ ช่วงปีที่แล้วภายใต้ชื่อแบรนด์ CRISP ME แต่ตอนนี้ลืมไปได้เลยเพราะเราจะรีแบรนด์เป็นมินนามาเมะทั้งหมด”
“อภิรักษ์” บอกว่า เคยออกไปสำรวจตลาดว่า มีคนรู้จักแบรนด์มินนะมาเมะมากน้อยแค่ไหน พบว่าคนยังรู้จักน้อยมาก จำแพ็กเกจจิ้งได้แต่จำแบรนด์ไม่ได้ วันนี้จึงต้องการปักธงปรับแบรนด์ให้ทันสมัย ปรับคอนเซปต์ ปรับวิธีการสื่อสาร เน้นไปที่ความสุขของผู้บริโภคเมื่อได้กิน แต่มีความสุขไม่พอต้องดีต่อสุขภาพด้วย
สำหรับกำลังการผลิตของถั่วแระญี่ปุ่น “LACO” มีพื้นที่ปลูกกว่า 20,000 ไร่ เฉลี่ย 1 ไร่ ได้ผลผลิตราว 1,000 ตัน ตลอดทั้งปีมีกำลังการผลิตกว่า 24,000 ตัน มีรอบการปลูก 3 รอบต่อปี รอบหนึ่งใช้เวลา 70 วันจึงเก็บเกี่ยวได้ มีการคำนวณตามความต้องการของผู้บริโภคทุกครั้ง ซึ่งในอนาคตก็อาจจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นไปอีก
เป้าหมายด้านรายได้ภายใน 3-5 ปี ขอขึ้นไปแตะระดับ “3,000 ล้านบาท” หลังจากเฟสแรกที่เร่งทำการตลาดในญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไทย เฟสต่อมาจะเริ่มไปสหรัฐซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ LACO อยู่แล้ว รวมถึงประเทศสำคัญอื่นๆ แถบเอเชีย อาทิ จีน เกาหลี รวมถึงไปฝั่งยุโรปที่มีตลาดค่อนข้างใหญ่ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากเช่นกัน


