วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ แบรนด์ใหม่จาก ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ขายชาเขียว 65 บาท วางเป้ารายได้ 20 ล้าน

ไม่ได้ขายแค่ชาเย็นแล้วนะ! “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แตกแบรนด์ใหม่ เปิด “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” อยากทำมัทฉะ-ชาเขียว ไม่ Overpriced กินได้ทุกวัน ราคาเริ่มต้นแก้วละ 65 บาท มีทั้งแบบเคลียร์-ลาเต้-สลัชชี่ จุดพลุ “สยามพารากอน” สาขาแรก ตั้งเป้าขายได้ 10,000 แก้วต่อวัน หวังทำเงินให้ทั้งพอร์ต 20 ล้านบาท วางแผนขายผงมัทฉะเพิ่มในอนาคต

“มัทฉะ” หรือ “ชาเขียว” ติดอันดับเครื่องดื่มยอดนิยมประจำปีต่อเนื่องจนสร้างปรากฏการณ์ “มัทฉะฟีเวอร์” ราคาทะลุไปไกลตามเกรดมัทฉะ สูงสุดแก้วละ 500 บาทก็ยังมีให้เห็น แม้ช่วงแรกอาจจะถูกมองว่า เป็นเพียงกระแสฉาบฉวยที่มาแล้วก็ไป ทว่า ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว “มัทฉะ” กลายเป็นแก้วที่สองของวันต่อจาก “ชานม” หรือ “ชาเย็น” สำหรับบางคนอาจจะอยู่ในฐานะแก้วแรกของวันแทนกาแฟด้วยซ้ำไป 

โอกาสและมูลค่าตลาดมัทฉะที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แม้แต่คนขายชาเย็นยังหันมาให้ความสนใจ เปิดแบรนด์ใหม่ที่มีชื่อและลูกเล่นละม้ายคล้ายกับแบรนด์เดิมมากๆ “วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” และ “แวน-พรทิพย์ ดีเจริญ” สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ตัดสินใจขายมัทฉะและชาเขียวในชื่อ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ประเดิมที่สยามพารากอนเป็นสาขาแรกในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ แบรนด์ใหม่จาก ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ขายชาเขียว 65 บาท วางเป้ารายได้ 20 ล้าน

“วิว” เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการปั้นแบรนด์มาจากช่วงเดือนเมษายนที่ทางทีมชิมลางลองทำคอนเทนต์ขายชาเขียวในช่วง April’s Fool Day ผลปรากฏว่า ลูกค้าให้การตอบรับดีกว่าที่คาดไว้ มียอดแชร์ออกไปพอสมควร หลังจากนั้นก็มีลูกค้าทักเข้ามาสอบถามเรื่อยๆ ว่า จะมีการทำโปรดักต์ชาเขียวจริงหรือไม่ ตนเองมองเป็นโอกาสที่ดี บวกกับเริ่มเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคแล้วว่า ไม่ได้กินแค่ชาเย็นไปตลอด สามารถปรับเปลี่ยนกินหลายเมนู ตัดสินใจใช้เวลา 2 เดือนหลังจากนั้นพัฒนาโปรเจกต์จนออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ในที่สุด

ด้าน “แวน” ระบุว่า อยากทำให้ “ชาเขียว” หรือ “มัทฉะ” อยู่ในรูปแบบที่กินง่าย กินได้ทุกวัน แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนมัทฉะก็เข้ามาลองชิมได้ ทำให้เมนูที่ร้านมีตั้งแต่แบบเคลียร์ ลาเต้ และสลัชชี่ ที่เป็นซิกเนเจอร์มาตั้งแต่ร้านชาเย็น โดยที่ร้านเมนูจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. กลุ่มชาเขียว นำผงชาเขียวไปเบลนด์กับชาอัสสัมอบมะลิแท้ และ 2. กลุ่มมัทฉะ ซึ่งจะมีราคาขยับขึ้นมาอีกหน่อยจากเมนูชาเขียว

“แวน” บอกว่า ทุกวันนี้ราคามัทฉะแต่ละร้านขยับไปไกลมาก จึงคิดไอเดียอยากทำเครื่องดื่มประเภทนี้ให้อยู่ในราคาที่คนกินได้ทุกวันจริงๆ สำหรับมัทฉะที่เลือกมา ได้แก่ “มัทฉะยาเมะ” เบลนด์ที่เลือกหยิบอยู่ในเกรด Ceremonial A5 ความพิเศษคือท็อปปิ้ง “Butterfly Pea” หรืออัญชัญ ที่นำไปผสมกับมะพร้าว เมื่อกินคู่กับมัทฉะจะทำให้กินง่ายขึ้น ละมุนขึ้น ไม่ติดขมหรือฝาดจนเกินไป

‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ แบรนด์ใหม่จาก ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ขายชาเขียว 65 บาท วางเป้ารายได้ 20 ล้าน

-แวน-พรทิพย์ ดีเจริญ หนึ่งในผู้ก่อตั้งฉันจะกินชาเขียวทุกวัน-

“ด้วยคอนเซปต์เรา คือ Everyday Beverage อยากทำเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่าย ทานได้ทุกวัน ดีกว่าทำแบบที่ลูกค้ากินได้ 1-2 แก้วต่อเดือน ตอนที่พัฒนาแบรนด์เราลองชิมมัทฉะกันไป 40-50 ตัว ตัดสินใจเลือกมัทฉะญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งก็มีหลายเกรดรวมถึงเกรดสำหรับทำขนมที่มีความฝาดขมมากกว่า ตัวนี้จริงๆ ราคาค่อนข้างสูงหน่อย เพราะไปถึง A5 จะรู้สึกถึงโน้ตถั่ว มีความฝาดน้อยแต่ยังกลมกล่อม รสมัทฉะชัดแม้จะนำไปชงลาเต้ เราโชคดีที่ได้พาร์ทเนอร์ที่ไป Sourcing ถึงไร่ที่ญี่ปุ่น ด้วยราคาและคุณภาพมันไปได้เลยเลือกที่จะเป็นตัวนี้”

ราคาเริ่มต้นของ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” อยู่ที่ 65 บาท ซึ่งจะเป็นเมนูชาเชียวแบบใส ส่วนกลุ่มมัทฉะเริ่มต้น 75 บาท เป็นเมนูมัทฉะแบบใสเช่นกัน แพงที่สุดของร้านอยู่ที่ 145 บาท เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่มีชื่อว่า “Matcha Slushy Butterfly Pea Foam” มัทฉะสลัชชี่ราดด้วยโฟมอัญชัญกลิ่นมะพร้าว เพื่อให้มัทฉะเป็นเมนูที่ทุกคนทานได้ง่ายๆ ไม่ต้องเป็น “มัทฉะเลิฟเวอร์” ก็ลองเปิดใจทานได้เช่นกัน

“ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ประเดิมสาขาแรกที่ “สยามพารากอน” ในรูปแบบ Pop-up Store โดยจะประจำการอยู่ 1 เดือน หลังจากนั้นจึงดูฟีดแบ็กเพื่อวางแผนเปิดเพิ่มในโลเคชันอื่นๆ “วิว” บอกว่า เหตุผลที่เลือกสยามพารากอน เพราะมองว่า เป็นทำเลที่มีลูกค้าครบทุกกลุ่ม ทั้งวัยทำงาน ครอบครัว ชาวออฟฟิศ ต่างชาติก็มี บวกกับการไปอยู่ใจกลางเมืองช่วยทำให้แบรนดิ้งแข็งแรง เพราะร้านชาเย็นก็เปิดตัวที่พารากอนเป็นแห่งแรกเหมือนกัน

‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ แบรนด์ใหม่จาก ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ขายชาเขียว 65 บาท วางเป้ารายได้ 20 ล้าน

“พอแบรนด์เรามีคำว่า ทุกวัน มันไม่สามารถทำราคาโอเวอร์ไปกว่านี้ได้ ต้องเหมาะสมทั้งรสชาติและคุณภาพ โดยเฉพาะราคายิ่งต้องขีดเส้นใต้ อาจจะมีความหลากหลายเข้ามาอย่างเมนูสลัชชี่ ถ้าดูราคาอาจจะขยับขึ้นมาจากชาเย็นนิดนึงด้วยตัวมัทฉะราคาสูงกว่า แต่จะทำอย่างไรให้ลูกค้าที่จ่ายแล้วยังรู้สึกคุ้มค่า เราไม่อยากเป็นน้ำที่ลูกค้ากินแล้วลูกค้ารู้สึกเสียดายที่แพง อยากทำให้เป็นของหวาน 1 แก้วที่วาไรตี้ขึ้น ไม่ได้มองฉาบฉวย อยากให้อยู่ไปนานๆ”

“วิว” และ “แวน” บอกว่า ตั้งใจปั้นแบรนด์ชาเขียวให้ทำเงินได้ราว 20% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด ส่วนเป้าด้านรายได้เฉพาะแบรนด์นี้ ประเมินว่า จะมียอดขายเฉลี่ย 10,000 ต่อเดือน ยาวไปจนถึงสิ้นปีคาดหวังให้ทำเงินได้ 20 ล้านบาท สาขาถัดไปจะเป็นที่ไหนขอดูฟีดแบ็กจากสาขาแรกก่อน การเปิดสาขาแบบถาวร (Permanent Store) ภายในปีนี้มีแผนเปิด 1-2 สาขา รวมถึงยังมองการทำฮับสำหรับเดลิเวอรี่ตามพฤติกรรมลูกค้าด้วย