ใครจะไปคิดว่า “แกงไก่” เมนูธรรมดาๆ จะสร้างปรากฏการณ์กวาดยอดขายได้หลายพันออเดอร์ในหนึ่งวัน จากเมนูทำกินในบ้านตั้งแต่เด็ก อยู่มาวันหนึ่ง “จูน-กษมา ศิลาชัย” ก็คิดอยากนำแกงไก่วางขาย โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ “จูน” นิยามว่า นี่คือ “แกงผีบอก” เนื่องจากตนเองและ “เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย” ผู้เป็นสามีชอบทำบุญด้วยการทำแกงไก่ให้บรรดาศพไร้ญาติ วันหนึ่ง “จูน” เกิดความรู้สึกวูบหนึ่งขึ้นมา พร้อมเดินไปบอกสามีว่า “เรามาทำแกงไก่ขายกันเถอะ”
“จูน” เริ่มจากทำให้เพื่อนๆ และคนใกล้ตัวลองชิม ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย ทำขายเถอะ จึงตัดสินใจเปิดรับออเดอร์ล่วงหน้า 50 หม้อในวันแรก วันที่สองเพิ่มเป็น 100 หม้อ วันที่สามเพิ่มเป็น 200 หม้อ จนถึงปัจจุบัน “หม้อแม่จูน” มีอายุครบ 1 ปีเศษๆ พร้อมกับยอดขาย 3,000 หม้อทุกวัน โดยจำนวนดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการด้วยซ้ำไป แต่ด้วยกำลังการผลิตที่ยังใช้คนครัวทำกันเอง ไม่มีเครื่องจักรเข้ามาเกี่ยวข้องจึงไปสุดเพดานได้เท่านี้
-ตัวอย่างเมนูหม้อแม่จูน-
ทำอาหารไม่เป็น แต่รู้ว่าแบบไหนอร่อย “หม้อแม่จูน” คิวยาวเป็นเดือนคนก็รอ
จริงๆ แล้ว ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับบ้านศิลาชัย “จูน” เท้าความกลับไปถึงการเข้ามาคลุกคลีตีวงตั้งแต่ทำ “โคขุนโพนยางคำ” ร้านอาหารที่เคยเปิดมาแล้ว 4 สาขา ปัจจุบันมี 1 สาขา ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เรียกว่าอยู่กับร้านอาหารมาเกิน 20 ปี ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “จูน” ไม่ชอบทำอาหาร แต่เลือกใช้วิธีบริหารจัดการคนให้ถูกที่ถูกทาง ถ้าไม่เก่งก็ต้องเลือกคนเก่งมาอยู่ข้างๆ
ทั้งจูนและเปิ้ลไม่ใช่คนชอบทำอาหารแต่เป็นคนชอบกินทั้งคู่ เมื่อครั้งทำ “โคขุนโพนยางคำ” ก็มาจากความชอบทานเนื้อวัว ถูกใจรสชาติจนเดินเข้าไปคุยกับเจ้าของร้านเพื่อชวนมาร่วมทุน ทุกอย่างจึงเริ่มจากความชอบก่อน ซึ่งก็รวมไปถึง “หม้อแม่จูน” ด้วย
“จูน” บอกว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เห็น “แกงไก่” เป็นเมนูประจำบ้านที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ไม่มีใครรู้ว่า พริกแกงรสจัดจ้านสูตรนี้ผสมมาอย่างไร เพราะผู้กุมความลับก็คือคุณแม่ของจูนที่ทำให้กินเป็นประจำ กินมาตลอดจนไม่ได้มองว่า รสชาติแบบนี้มีความพิเศษจนต้องนำมาขาย กระทั่งทำบุญกับศพไร้ญาติด้วยเมนูหลักๆ อาทิ แกงไก่ ยำวุ้นเส้น ผัดหมี่ซั่ว ทำแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน 5-6 ปี จนเช้าวันหนึ่ง “จูน” ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดเรื่องการทำแกงไก่ขาย
กลางเดือนพฤษภาคม 2568 คือวันแรกที่ “หม้อแม่จูน” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก่อนจะออกมาเป็นชื่อนี้ฝ่ายกราฟิกคิดมาให้เลือกหลายแบบ ทั้งแกงแม่จูน ครัวแม่จูน จนมาสะดุดกับโลโก้รูปหม้อที่พอเหมาะพอดีกับคำว่า “หม้อแม่จูน” แกงไก่เริ่มเปิดพรีออเดอร์ 50 หม้อในวันแรก ผ่านช่องทาง LINE ที่ยังไม่ใช่บัญชี LINE OA ด้วยซ้ำ เพราะไม่คาดคิดว่า จะได้รับฟีดแบ็กมากขนาดนี้
-จูน-กษมา ศิลาชัย หนึ่งในผู้ก่อตั้งหม้อแม่จูน-
ผ่านไปเพียงวันเดียว เริ่มมีออเดอร์มากขึ้นเรื่อยๆ จาก 50 หม้อ เป็น 100 หม้อ และ 200 หม้ออีกวันถัดมา “จูน” บอกว่า ตอนนั้นลูกค้าทักเข้ามาสั่งซื้อรวมๆ กว่า 4,000 แชท ใน 1 วันตอบกลับได้มากสุดไม่เกิน 200-300 คน ทำให้ออเดอร์ล้นจนลูกค้าต้องรอกันเป็นหลักเดือนกว่าจะได้กิน แม้จะเคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาแล้ว แต่สิ่งที่ใหม่มากๆ สำหรับจูน คือการเปิดร้านรูปแบบออนไลน์พร้อมกับระบบเดลิเวอรี่
“ช่วง 1-2 เดือนแรกเกือบตาย เพราะจูนยังใหม่กับออนไลน์มาก เรามีร้านอาหารก็จริงแต่ไม่ได้ทำออนไลน์ รอให้คนเข้ามากินที่ร้าน ไม่เคยดีลกับเดลิเวอรี่ ลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดก็ยังไม่ได้กินด้วยในตอนนั้น เพราะเราไม่รู้ว่าการทำแกงกะทิต้องฟรีซอย่างไร ช่วงแรกๆ แกงบูดไปเฉลี่ย 30-40 หม้อต่อวัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านยังใหม่มากๆ จากนั้นก็เริ่มมีพันธมิตรเข้ามา Grab เริ่มมาในช่วงนั้น มีขนส่งต่างจังหวัดห้องเย็น”
การเติบโตที่เร็วกว่าหลังบ้านทำให้ช่วงแรกต้องปรับตัวกันทุกวัน ตีลังกากันหลายตลบ ด้วยความที่ “หม้อแม่จูน” เริ่มจากรสมือแม่ ช่วงแรกๆ รสชาติจึงยังไม่ค่อยเสถียร ไม่มีการชั่งตวงใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้นจึงต้องเริ่มนำระบบชั่งตวงเข้ามา มีการทดสอบรสชาติทุกวัน ใช้วิธีแบบครัวใหญ่เพื่อให้รสชาตินิ่งที่สุด
กินแบบไหน ก็อยากให้ลูกค้าแบบนั้น เพิ่มหมู-เนื้อ-ปลากราย ขอเป็นมากกว่า “แกงออนไลน์”
“หม้อแม่จูน” ไม่ได้เป็นแค่ชื่อแบรนด์ แต่ยังขายของกันเป็นหม้อจริงๆ ด้วยปริมาณพอร์ชันที่ใหญ่จุกกินได้ครั้งละ 3-4 คน บางคนแบ่งกินได้อีก 2-3 วัน “จูน” บอกว่า ไม่ได้ตั้งใจออกแบบให้ใหญ่สะดุดตากว่าใคร แต่เป็นการยกเมนูที่บ้านมาขายเพียวๆ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนทั้งรสชาติ ปริมาณ และขนาด ตนเองกินอย่างไรก็อยากให้ผู้บริโภคได้กินแบบนั้น รวมถึงไม่ได้ปรับรสชาติให้เผ็ดน้อยลงในแบบที่คนกรุงเทพฯ ชอบทาน
ราคาของ “หม้อแม่จูน” เริ่มต้นที่ 459 บาทสำหรับเมนูไก่ และแพงสุดคือเมนูแกงเนื้อ-แกงปลากราย ราคา 659 บาท จูนบอกว่า โดนกระแส “Overpriced” ตั้งแต่วันแรกๆ แต่อยากให้ผู้บริโภคเปิดใจลองชิมก่อน หากเห็นวัตถุดิบที่ให้มาในหม้อจะเข้าใจทุกอย่าง
ทั้งการใส่เนื้อน่องชิ้นใหญ่ๆ พริกแกงผัดกะทิแบบจัดเต็ม วัตถุดิบพรีเมียมคัดไซซ์ใหญ่ กะทิที่นำมาทำก็ไม่ใช่กะทิที่ซื้อจากตลาดทั่วๆ ไป “จูน” บอกว่า เธอทำล้งมะพร้าวของตัวเองเพื่อคัดมะพร้าวที่ดีที่สุด กระทั่งมะเขือหรือใบโหระพาก็หาซัพพลายเออร์ที่คัดของมาให้แบบพรีเมียมจริงๆ
หลังจากมีช่องทางการสั่งซื้อผ่าน LINE เพียงอย่างเดียว จนมี Grab เข้ามาเสริมทัพในส่วนของเดลิเวอรี่ มีขนส่งห้องเย็นสำหรับต่างจังหวัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มลูกค้าที่กรุงเทพฯ บางส่วน รวมถึงกลุ่มที่ไม่สะดวกสั่งซื้อแบบออนไลน์เรียกร้องเข้ามา
ปัจจุบัน “หม้อแม่จูน” จึงเริ่มออกไปหาลูกค้ามากขึ้น วางขายผ่าน Tops และ Gourmet Market ทำให้ “หม้อแม่จูน” ยกระดับไปอีกขั้น เสมือนเป็นการรีแบรนดิ้งอีกครั้ง เพื่อสื่อสารไปว่า ตอนนี้หม้อแม่จูนไม่ได้เป็นเพียงแกงออนไลน์อีกแล้ว คนไปเดินซื้อของเข้าบ้านก็แวะหยิบหม้อแม่จูนติดมือกลับไปได้ เปิดโอกาสให้แบรนด์มากขึ้น
ส่วนของกำลังการผลิตตอนนี้รวมทุกช่องทางอยู่ที่ 3,000 หม้อต่อวัน และไม่อยากเพิ่มจำนวนไปมากกว่านี้เพื่อคงคุณภาพให้ได้มาตรฐานมากที่สุด นอกจากช่องทางออนไลน์ เดลิเวอรี่ และออฟไลน์ตามซูเปอร์มาร์เก็ต “หม้อแม่จูน” ยังออกบูธไปพบปะลูกค้าตามต่างจังหวัด ทุกวันนี้ออกบูธพร้อมกันราว 6-7 บูธต่อวัน กระจายไปทั่วประเทศ 1 บูธจะมีสต๊อกแกง 500 หม้อต่อวัน
ทั้งนี้ “หม้อแม่จูน” ยังเข้าไปอยู่ในสนามบินดอนเมืองด้วย ซึ่งมีลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจ เทียบกันแล้ว ลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาซื้อมากกว่าลูกค้าคนไทยด้วยซ้ำไป ทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้วต่างชาติชอบกินแกงเผ็ดรสจัดกันมาก เป็นอีกหนึ่งตลาดที่ “จูน” เริ่มเห็นลู่ทางต่อยอดในอนาคต
-ไลน์เมนูแกงเขียวหวาน เมนูใหม่ที่เพิ่มเข้ามา-
ตั้งเป้าต้องได้ 240 ล้าน วางแผนทำ “น้ำพริกแกง” ขายทั่วโลก ชิมลางไป “เกาหลีใต้”
ภารกิจของ “หม้อแม่จูน” ไม่ได้จบแค่ในประเทศ แต่ “จูน” เผยว่า การไปงาน “สวัสดีไทยแลนด์” ที่เกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายนี้เป็นอีกก้าวสำคัญที่อยู่ในเป้าหมายใหญ่เช่นกัน โดยงานดังกล่าวเป็นการไปออกบูธในรูปแบบเฟสติวัล มีแบรนด์ไทยเข้าร่วม 2-3 แบรนด์ หนึ่งในนั้นคือหม้อแม่จูนที่ได้มีโอกาสร่วมงานด้วย โดยในงานนี้ “จูน” ตั้งใจนำโปรดักต์ใหม่ “น้ำพริกแกง” ไปเปิดตัวเป็นครั้งแรก
“จูนไม่จบแค่ทำแกงเป็นหม้อๆ หัวใจหลักของเราคือพริกแกง เราจะทำน้ำพริกแกงขายทั่วโลก จะเปิดตัวคือที่เกาหลี แม้จะไปเปิดบูธที่นั่นแต่เราจะนำซองน้ำพริกแกงไปขายด้วย ทำเป็นน้ำพริกแกงแล้วลูกค้านำไปใส่เนื้อสัตว์ปรุงได้เอง ทำเพื่อให้พี่ๆ ที่อยู่ต่างประเทศหรือต่างชาติได้กิน ต่างชาติมาหาเราเยอะมาก เพราะเขาชอบกินแกง กินเผ็ด แต่ที่สนามดอนเมืองเราขายพอร์ชันแบบพร้อมขึ้นเครื่องแล้วกลับไปกินที่บ้าน ต่างชาติที่มาซื้อเขาอยากกินเลยแล้วไม่ได้กิน จึงจุดประกายว่า เราทำสิ”
หลังจากการเปิดตัวโปรดักต์น้ำพริกแกง รวมถึงขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ “หม้อแม่จูน” ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ “240 ล้านบาท” หลังจากปีที่ผ่านมา (พฤษภาคม-ธันวาคม) ทำเงินไป “77 ล้านบาท” และปีนี้หลังผ่านมาแล้วครึ่งทาง เผยว่า ทำยอดขายไป “83 ล้านบาท” เชื่อว่า อีกครึ่งทางที่เหลือพร้อมกับโปรดักต์ใหม่ๆ จะช่วยให้ “หม้อแม่จูน” ถึงเป้าหมายได้ในที่สุด
“บทเรียนการทำธุรกิจของจูน คือต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องอ่านลูกค้าให้ออกและหยุดไม่ได้ ถ้าหยุดแม้แต่วันเดียวคนอื่นนำไปหมดแล้ว การทำธุรกิจตอนนี้ไม่ว่าจะอาหารหรืออะไรก็แล้วแต่ต้องแข่งขันกันหมด ปรับได้ปรับ อย่ารอลูกค้า ต้องออกไปเคาะประตูลูกค้าทุกบ้าน เรามีเครื่องมือเท่ากัน มีโทรศัพท์มือถือที่จะเล่าเรื่องแล้วมันก็อิมแพคด้วย ใช้ให้ถูก ใช้ให้เป็น ต้องออกไปหาเขาและเล่าเรื่องให้เป็น”


