วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนี้เสียของ ‘คนชั้นกลาง’ และ ‘กลางสูง’ อยู่ในภาวะ ‘ใกล้วิกฤติ’

คำว่า “ใกล้วิกฤติ” ฟังดูเหมือนว่ารุนแรง แต่หากดูจากข้อมูลเชิงสถิติล่าสุดของปี 2026 นี้ ถือเป็นคำเตือนที่ไม่เกินจริง เพียงแต่ “ลักษณะการวิกฤติ” ของ “คนชั้นกลาง” และ “กลางบน” จะแตกต่างจาก “กลุ่มฐานราก” อย่างสิ้นเชิง

KEY POINTS

  • ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ได้ขยายวงจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมาสู่กลุ่มคนชั้นกลาง (รายได้ 30,000-50,000 บาท) และชั้นกลางระดับบน (50,000-100,000 บาท) ซึ่งกำลังเผชิญภาวะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • สัญญาณเตือนสำคัญคือหนี้เสียจากสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ โดยมีสาเหตุจากกลโกง "คอนโดเงินเหลือ" และพฤติกรรม "เลือกเบี้ยวหนี้บ้าน" เพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • คนชั้นกลางระดับบนเผชิญกับดักหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจากการใช้จ่ายตามสถานะทางสังคม (Lifestyle Inflation) และการเติบโตของบริการ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" (BNPL) ที่ทำให้หนี้เล็กๆ หลายก้อนรวมกันจนเกินกำลังจ่าย
  • หนี้สินเชื่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลกำลังกลายเป็นหนี้ค้างชำระ (Special Mention) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์หลักของคนชั้นกลางที่สะท้อนถึงวิกฤตหนี้ที่กำลังลุกลาม

ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ พบว่า คนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน กลายเป็นคนที่มีแนวโน้มเป็นหนี้เสียมากที่สุด และกลุ่มที่มีรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน เห็นการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังระบุว่า สถานะการเงินของคนไทยอยู่ในภาวะ “ใกล้วิกฤติ” ส่งผลให้คนไทย 25.5 ล้านคน หรือ 38% ของประชากรไทย ที่เป็น “หนี้” อาจจะต้องกลายเป็น “หนี้เสีย” เพิ่มมากขึ้น

ทำไมหนี้ชนชั้นกลางถึงใกล้จุดวิกฤติ

จากเดิมที่เรามักมองว่าปัญหาหนี้เสีย (NPLs) เป็นเรื่องของกลุ่มรายได้น้อย แต่ในปัจจุบัน สัญญาณอันตรายได้ลามขึ้นมาถึง ชนชั้นกลาง(Middle Class) และกำลังกดดัน ชนชั้นกลางระดับบน (Upper-Middle Class) อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่สะท้อนจาก 3 สัญญาณเตือนภัยที่หนี้ชนชั้นกลางกำลังใกล้ถึงจุดวิกฤติ

1.หนี้เสีย “สินเชื่อบ้านไม่เกิน 3 ล้าน” พุ่งสูงผิดปกติ ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ และเครดิตบูโรระบุชัดเจนว่า หนี้เสียที่โตแรงที่สุดมาจาก สินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท (ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านและคอนโดของชนชั้นกลางเริ่มทำงานไปจนถึงระดับกลางกลุ่มหลัก) ตัวเลข NPL กลุ่มนี้พลิกกลับมาโตสูงถึงราว 7% สวนทางกับไตรมาสก่อนหน้า เหตุผลหลักมาจาก

- ปรากฏการณ์ “กู้คอนโด มีเงินทอน” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “คอนโดเงินเหลือ” คือ กลโกง หรือ กระบวนการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินที่สูงกว่าราคาซื้อขายจริง ทำให้ผู้ซื้อจะได้เงินสดก้อนหนึ่ง เป็นส่วนต่าง (เงินทอน) กลับมาเพื่อนำไปใช้จ่ายส่วนตัว หรือ โปะหนี้อื่น ๆ โดยมักแลกมาด้วยภาระหนี้สินระยะยาวที่สูงเกินมูลค่าความเป็นจริง ซึ่งต้องแบกรับหนี้สินก้อนโตพร้อมดอกเบี้ยระยะยาวในราคาที่สูงเกินมูลค่าจริงของสินทรัพย์ เมื่อเวลาผ่านไปผู้ซื้อพบว่าไม่สามารถหาคนมาเช่าหรือขายต่อในราคาสูงตามที่ขบวนการกล่าวอ้างไว้ได้ สุดท้ายจะกลายเป็นหนี้เสีย

- ปรากฏการณ์ “เลือกเบี้ยวหนี้บ้าน” เพื่อรักษาสภาพคล่อง (Default Sequence) จากผลวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า ลูกหนี้เกือบ 1 ใน 3 เลือกที่จะยอมปล่อยให้หนี้บ้านเสีย (NPL) ก่อนหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล นี่คือจุดเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าวิตก ในภาวะที่เงินตึงมืออย่างหนัก ลูกหนี้ต้องการรักษาวงเงินในบัตรเครดิตหรือสินเชื่อหมุนเวียนเอาไว้สำหรับใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร และประทังชีวิตในแต่ละวัน ส่วนบ้านนั้น กว่ากระบวนการฟ้องร้อง บังคับคดี และยึดทรัพย์จะเสร็จสิ้น ใช้เวลาเฉลี่ย 1-3 ปี ลูกหนี้จึงเลือก “หยุดผ่อนบ้าน” เพื่อเอาตัวรอดในระยะสั้นก่อน

- โครงสร้างรายได้ของ “กลุ่มเปราะบาง” ฟื้นตัวช้า (K-Shaped Recovery) ผู้ซื้อบ้านในเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่คือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนระดับเริ่มต้น-ปานกลาง อาชีพอิสระ (Gig Economy) และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงที่สุด รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ หากขาดรายได้หรือโดนลดโอที (OT) เพียง 1-2 เดือน ก็จะขาดสภาพคล่องในการผ่อนชำระทันที

2. หลุมพราง "บัตรเครดิต & สินเชื่อส่วนบุคคล"  ของกลุ่มคนชั้นกลางบน (รายได้ 50,000 บาท/เดือนขึ้นไป) แม้จะไม่มีปัญหาเรื่องการกู้ซื้อบ้านราคาแพง แต่กลับเผชิญภาวะ “รวยแต่เปรอะเปื้อน” หรือสภาพคล่องตึงตัว (Squeezed Middle Class)

- กับดัก "Lifestyle Inflation" เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หรือตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายมักจะเพิ่มขึ้นตามอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว ชนชั้นกลางบนมักอยู่ในสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยสถานะ (Status-driven) การแต่งตัว อาหารการกิน รถที่ขับ โรงเรียนลูก หรือการท่องเที่ยว ต้องสะท้อนภาพลักษณ์ความสำเร็จ

- บัตรเครดิตเป็นตัวช่วยสร้างภาพจำ วงเงินบัตรเครดิตระดับสูง (เช่น บัตร Platinum, Signature, Infinite) มักมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่กระตุ้นให้ใช้ชีวิตหรูหรา เช่น เลานจ์สนามบิน ฟิตเนสโรงแรม ส่วนลดร้านอาหาร Fine Dining ทำให้เกิดพฤติกรรม “ใช้จ่ายเพื่อให้ได้ใช้สิทธิ์” จนเกินความจำเป็น

- ปรากฏการณ์ "Buy Now, Pay Later" (BNPL) หรือ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ขยับเพดานหนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้นอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ (First Jobbers) ที่มีรายได้ประจำแต่ขาดสภาพคล่อง หรือ ขาดการวางแผนการเงินในระยะยาว จำนวนบัญชีผู้ใช้ BNPL ในไทยพุ่งจากราว 6 แสนบัญชีในปี 2564 ขึ้นมาแตะเกือบ 5 ล้านบัญชี สะท้อนว่าโครงสร้างการเงินใหม่นี้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว

- หนี้ Collide (ชนกัน) ผ่อนเสื้อผ้า 300 บาท, ผ่อนสกินแคร์ 500 บาท, ผ่อนบุฟเฟต์ 400 บาท ลำพังยอดเดี่ยวๆ ดูเหมือนน้อยและจัดการได้ แต่เมื่อผู้บริโภคใช้หลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน ยอดหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto-debit) จะวิ่งมาชนกันในวันเงินเดือนออก จนกลายเป็นยอดรวมหลักหมื่นที่เกินรายรับ

3.หนี้สินเชื่อรถยนต์กำลังเข้าเกณฑ์ Special Mention  ไม่เพียงแต่หนี้เสียเท่านั้น แต่กลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย หรือ SM (Special Mention - ค้างชำระ 1-3 เดือน ในหมวดสินเชื่อรถยนต์ ย้ายฝั่งจากรถกระบะทำมาหากิน ลามมาสู่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสินเชื่อของคนชั้นกลางอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ของสถาบันการเงินพุ่งสูงขึ้น เพราะแบงก์ต้องรัดเข็มขัดอย่างหนัก

กล่าวโดยสรุป ข้อแตกต่างสำคัญที่แตกต่างจาก ปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ของกลุ่มรายได้น้อย ก็คือ หนี้ของคนชั้นกลางมักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ (บ้าน, รถ, บัตรเครดิตหลายใบ) เมื่อเกิดการผิดนัดชำระ มูลค่าความเสียหายต่อระบบธนาคารพาณิชย์จึงสูงกว่ากลุ่มรายได้น้อย และมักนำไปสู่การถูกยึดทรัพย์สินหลัก ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตอย่างรุนแรง ในมุมมองเชิงโครงสร้าง หากไม่มีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในระดับ “รายบุคคล” ที่มีประสิทธิภาพและตรงจุด 

มรสุมหนี้ชนชั้นกลางรอบนี้อาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งการบริโภคในประเทศ (Private Consumption) ให้ดิ่งลงยาว เนื่องจากคนกลุ่มนี้คือ “กำลังซื้อหลัก” ของระบบเศรษฐกิจไทย