วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

คนไทยติดแกลม แม้เศรษฐกิจไม่ดี ‘แบรนด์เนม มันนี่’ เร่งเครื่องโตเท่าตัว

ตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยมีมูลค่าร่วม 2 แสนล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 6-7% ต่อปี และ "ไทย" ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่แบรนด์เนมต่างมาทำตลาดอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภค “ส่วนใหญ่” ยังต้องการมีแบรนด์เนมไว้ครอบครองในชีวิต

ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้นำบริการขายฝากและสินเชื่อแบรนด์เนมแห่งเดียวในประเทศไทย และแห่งแรกของโลก เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดสินค้าแบรนด์เนมยังเติบโตได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภค 70-80% ต้องการมีแบนด์เนมไว้ครอบครอง และยินดีจะซื้อแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่อุปสรรคใหญ่คือ ไม่มีโอกาส เอื้อมไม่ถึง

“ความรู้สึกผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เนมไกลตัวเกินไป คิดว่าเป็นสินค้าที่คู่ควรกับคนรวย คนรวยมากจึงจะเข้าช็อปไปซื้อได้”

ทั้งนี้ หากพิจารณาผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีแบรนด์เนมตั้งแต่อายุน้อยลง 20 ปีขึ้นไป คนที่ใช้มือถือระดับราคา 7 หมื่นบาทต่อเครื่อง และเปลี่ยนทุกปี กลาเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เพราะแบรนด์เนมเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะ ซึ่ง “แบรนด์เนม มันนี่” ช่วย “ช็อต คัท” ให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของสินค้าลักชัวรีได้

โดยบริการของ “แบรนด์เนม มันนี่” มี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.สินเชื่อเช่าซื้อ ที่สามารถ “ผ่อนไป-ใช้ไป อัตราดอกเบี้ย 0.99% ต่อเดือน หรือ 11.88% ต่อปี ทำสัดส่วน 45% ของพอร์ตสินเชื่อ 2. บริการขายฝาก ในรูปแบบการรับจำนำ อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด ที่ 1.25% ต่อเดือน หรือ 15% ต่อปี สัดส่วน 45% และ 3.สินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” รับสินค้าเมื่อผ่อนครบ ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน หรือ 15% ต่อปี สัดส่วน 10%

“ลูกค้าที่ต้องการผ่อนไปใช้ไป จะต้องวางเงินดาวน์ 30% แต่การจ่ายต่อเดือนต่ำหลักร้อยบาท ส่วนผ่อนจบรับสินค้า ไม่ต้องยื่นเอกสาร อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง กรณีที่ลูกค้าไม่ต้องการพลาดสินค้าบริษัทซื้อให้ก่อน ล็อกราคาไว้ ส่วนฝากขาย เหมาะกับผู้ที่ขาดสภาพคล่อง อยากใช้เงิน และยังย้ายฝากจากที่อื่นได้ โดยบริษัทจะไปปิดยอดสินเชื่อที่เดิมให้”

ทั้งนี้ บริษัทยังมองโอกาสเติบโตของตลาดสินค้าแบรนด์เนม เพราะผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ “อายุน้อยร้อยล้าน” มากขึ้น อีกด้านคนอาจมองสินค้าหรูเป็นของฟุ่มเฟือย แต่ยังมีด้านที่ลงทุนได้จริง เช่น นาฬิกา(ปาเต็ก ฟิลลิปป์) 10 ปีก่อน เรือนหลัก 3 แสนบาท ปัจจุบัน 3 ล้านบาท กระเป๋าหลัก 1 แสนบาท พุ่งเป็น 5 แสนบาท สร้างตัวตน และเติมเต็มชีวิตชีวิตคนได้ การพบปะผู้ใหญ่ นักลงทุน ทำให้ตัวมีคุณค่ามากขึ้น แบรนด์เนมสะท้อนการมีค่าที่แท้จริง

“บางคนชอบสะสม ซื้อทองคำ เพชร ที่ดิน เก็บเงิน มีเงินในบัญชีมากเท่าไหร่ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น แต่มีคนจำนวนมากซื้อแบรนด์เนม ดังนั้นเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี จึงเห็นช็อปหลุยส์ วิตตอง ชาแนล แอร์เมส ปาเต๊ก ฟิลิปส์ โรเล็กซ์ ยังมีผู้บริโภคต่อคิวซื้อเต็ม ที่สำคัญการจะซื้อสินค้ารุ่นยอดนิยมได้ จะต้องมียอดสะสม”

แนวโน้มดังกล่าว ยังทำให้ปีนี้ บริษัทเปิดบริการ "Personal Assistant” (PA) เพื่อให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา และดำเนินการด้านสินเชื่อ โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน และให้บริการถึง Shop หรือร้านค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัว สร้างประสบการณ์พิเศษประดุจเจ้าหญิงเจ้าชาย ชอปปิงเสร็จเดินออกจากร้านอย่างสง่างาม

ปี 2569 แบรนด์เนม มันนี่ ยังลุยควบรวมกิจการ(M&A) ผนึกพันธมิตรเสริมแกร่งการเงิน โดยเฉพาะ “แหล่งเงินทุน” มาสนับสนุนการเติบโต โดยขณะนี้มีการคุย 2-3 รายทั้งบริษัทในตลาดฯ นอกตลาด กลุ่มนอนแบงก์ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG)ที่มีกิจการสินเชื่อ ซึ่งเหล่านี้มีความแข็งแกร่งในการติดตามหนี้ มีระบบสินเชื่อรองรับ “กล้าปล่อยสินเชื่อ”

สำหรับแหล่งเงินทุนที่จะมาหนุนบริษัทต้องการ 300-400 ล้านบาท จึงจะปลอดภัย ไม่ใช่เงินหมด แต่ตอนธุรกิจพีคไตรมาส 3 ลูกค้าแห่มาช้อปแบรนด์เนม อาจสูญเสียโอกาสได้

“คุณสมบัติของพันธมิตรต้องปล่อยเงินกู้ให้ได้ เพราะธุรกิจเราใช้เงินต่อเงินจำนวนมหาศาล หากมีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ราคาน่ารัก จะทำให้มีกำไรสูง เราจะติดปีกได้เลย ขณะที่ตอนนี้เรายังระวังการปล่อยสินเชื่อ จึงทำให้มีหนี้เสียหรือ NPL เป็นศูนย์ เราไม่กล้าขนาดนั้น เราอยากเติบโตมั่นคง และหนี้เสียทำให้บริษัทล้มได้เลย จึงคุมตรงนี้ให้เข้มสุด”

จากแผนดังกล่าว ปี 2569 บริษัทคาดการณ์ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อสินค้าลักชัวรีแตะ 400 ล้านบาท โตเท่าตัว ส่วนกำไรสุทธิคาดแตะ 20 ล้านบาท จากปี 2568 ปิดตัวเลขสินเชื่อเช่าซื้อสินค้าลักชัวรี 200 ล้านบาท ส่วน 5 เดือนแรก ยังโตก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม หากสินเชื่อเป็นไปตามเป้า จะผลักดันให้ปี 2570 ธุรกิจเติบโตปล่อยสินเชื่อทะยานสู่ 1,000 ล้านบาท เร็วกว่าเดิมคาดเห็นปี 2571-2572 และสานการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2571-2572

“ธุรกิจของแบรนด์เนม มันนี่ สิ่งที่กังวลมีเรื่องเดียวเลย คือถ้าเศรษฐกิจในโลกล้ม อย่างที่หลายฝ่ายกังวล ทั้งสหรัฐ จีนล้ม เป็นโดมิโน ห่วงเรื่องเดียวเลย นอกนั้นไม่กังกวล เพราะเศรษฐกิจไทย ที่ใครบอกว่าดีหรือไม่ดี แต่บริษัทเราดี ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจดี เราจะดีมากๆ”