วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน 2569

Login
Login

อนาคตสื่อ ‘ทีวี’ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่ชี้ชะตา ‘ความมั่นคงของชาติ’

เสียงสะท้อนแม่ทัพทีวีดิจิทัล กับการตั้งคำถามถึงทิศทางอนาคต "สื่อ-ทีวี" ถึงนิยามโทรทัศน์ และอีก 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยจะเสพคอนเทนต์ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างไรท่ามกลางพฤติกรรมคนดู-เทคโนโลยีเปลี่ยน ย้ำ Broadcast ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือ "ความมั่นคงของชาติ"

สำหรับอุตสาหกรรมสื่อ ช่วงเวลานี้ถือว่ามีประเด็นใหญ่ต้องเกาะติดคือ “ชะตากรรม” ของผู้ประกอบการและภาพอนาคตของ “สื่อในประเทศไทย” ว่าจะออกมารูปแบบไหนหลังสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล(ไลเซนส์) เดือนเมษายน 2572 เพราะขณะนี้ “ความชัดเจน” ของ “แผนแม่บท” ยังไม่คลอดออกมาจาก 7 อรหันต์ ผู้คุมกฏ กติกา อย่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

ระหว่างนี้ สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสื่อต่างเดินหน้าเคลื่อนไหว จี้ กสทช. ให้รีบเคาะความชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจวางแผนไปต่อในภายภาคหน้า ผู้บริโภคชาวไทยจะได้รับชมสื่อสัญชาติไทย สื่อของไทยหรือไม่ หรือต้องเสพจาก “แพลตฟอร์มต่างชาติ”

ท่ามกลาง เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไปเรื่อยๆ ให้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติ การที่คอนเทนต์บนโลกสตรีมมิงไม่ถูกกำกับ เซ็นเซอร์ใดๆ และ “พฤติกรรมผู้บริโภค” กลายเป็นตัวประกันให้แพลตฟอร์มป้อน (Feed) คอนเทนต์ต่างๆนานาไม่หยุดหย่อน ส่วนการสื่อสารก็สุ่มเสียงสูญอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้ คือความกังวลที่เกิดขึ้น

ล่าสุด ยังมีเสียงของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง  ถึง “การต่ออายุใบอนุญาตประกอบการทีวีดิจิทัล” หรือแท้จริงๆจะต้องตระหนักเรื่องไหนก่อนกันดี

นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม หรือ GROUP CEO บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองเชิงตั้งคำถามถึงการต่ออายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่กำลังจะหมดอายุในปี 2572 อย่างไร? อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง ทว่า คำถามที่ถูกต้องอาจคือ “ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และคอนเทนต์ผ่านโครงสร้างพื้นฐานแบบใด ท่ามกลางพฤติกรรมและ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป”

สำหรับ “ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล” เดิมถูกกำหนดจากพื้นฐาน การใช้คลื่น หรือ ระบบการส่งสัญญาน ทว่า ต้องเริ่มตั้งคำถามทุกวันนี้ “การดูทีวี” กับ “กิจการทีวี” ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันอยู่ไหม?

หากมองแบบเข้าใจง่ายที่สุด ปัจจุบันคนไทยรับชมคอนเทนต์วิดีโอผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. เสาก้างปลา / สายอากาศภาคพื้นดิน ซึ่งใช้คลื่นความถี่ทีวีโดยตรง 2. จานดาวเทียม โดยส่งสัญญาณตรงถึงบ้าน ผ่านอานิสงส์ของกฎ Must Carry(การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์เป็นการทั่วไปเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสำคัญต่างๆ) และ 3. อินเตอร์เน็ต วิดีโอออนไลน์(OTT) ที่วิ่งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคม(Telecom)

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นตลอด 10 ปี

แม้สถานีทีวึดิจิทัลจะจ่ายค่าใบอนุญาตเพื่อใช้คลื่นภาคพื้นดิน (เสาก้างปลา) แต่ในความเป็นจริง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ชมผ่านเสาก้างปลาเพียง 10-20%

และอีก 70-75% รับชมผ่านดาวเทียม ส่วนที่เหลือชมผ่านช่องทางอื่นๆ และนับตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา หรือ ราว 6 ปีก่อน การดูคอนเทนต์ผ่าน Internet หรือ OTT ก็กลายมาเป็นพฤติกรรมหลักที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังคงเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ความซับซ้อนในเชิงโครงสร้างจึงเกิดเพิ่มขึ้นอีกทันที เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ชมเปิดดูคอนเทนต์เดียวกัน หน้าจอเดียวกัน แต่สัญญาณวิ่งผ่านคนละท่อ ซึ่งผ่านใบอนุญาตคนละประเภท (ผ่านเสา, ดาวเทียม กับ ผ่าน OTT ไปบน internet,mobile) และถูกกำกับดูแลโดยกฎหมายคนละฉบับ ที่ แม้จะอยู่ภายใต้ตึก กสทช. เหมือนกัน แต่ดูแลกันคนละบอร์ด)

เนื่องจากสำหรับ Internet และ telecom นั้น คือใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่สำหรับ Telecom ซึ่งการรับชมคอนเทนต์จากทีวี หรือ content creator (ที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต) การรับชมผ่าน OTT นั้น เกิดขึ้นที่ส่วนนี้คนละส่วนกับใบอนุญาตทีวี

“คำถามในอนาคต จึงไม่ใช่แค่ว่า..จะต่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลอย่างไรแต่คือ เราจะนิยามคำว่า..กิจการโทรทัศน์ กันอย่างไรมากกว่า"

ความคุ้มค่าของต้นทุนที่เปลี่ยนไป กับ สมการที่ต้องคิดใหม่

เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยน โครงสร้างพื้นฐานเดิมเริ่มสั่นคลอน ไม่ว่าจะเป็น 1.ประชาชนคนดูผ่านเสาก้างปลาน้อยลงเรื่อย ๆ การลงทุนขยายหรือบำรุงรักษาโครงข่าย (MUX) ของ ททบ., MCOT หรือ Thai PBS ยังคุ้มค่าและจำเป็นอยู่ไหม? อาจยังจำเป็นสำหรับผู้ด้อยโอกาส และผู้ห่างไกล

2. ยุคกล่องดาวเทียมขายขาด ก็กำลังจะเริ่มหดตัวลง ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เมื่อโครงข่ายไฟเบอร์และ 5G/6G เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้มากขึ้นเรื่อยๆ คนเริ่มเปลี่ยนไปใช้ Smart TV หรือกล่อง Android มือถือ แท็บล็ตที่ต่ออินเตอร์เน็ตแทน

แม้ดาวเทียม C-Band และ KU-Band จะเคยเป็นพระเอกที่ช่วยให้ทีวีดิจิทัลเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ในช่วง 10 ปีก่อน แต่ “โมเดลนี้ช่องทีวีที่มีใบอนุญาตต้องแบกรับค่าเช่าช่องสัญญาณ หรือ Transponder ที่สูงมาก” จนแม้แต่ไทยคมผู้ให้บริการ ยังต้องเริ่มทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อเน้นให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแทนการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบเดิม

ที่สำคัญ ยิ่งระบบเปลี่ยนผ่านไปสู่อินเตอร์เน็ตมากเท่าไหร่ “ต้นทุนของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” ก็ยิ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญสำหรับประชาชนด้วยเช่นกัน

จ่ายค่าไฟ VS จ่ายค่าอินเตอร์เน็ต-โอทีที ทุกเดือน

สำหรับเสาก้างปลา ดาวเทียม การจ่ายค่าอุปกรณ์ครั้งแรกครั้งเดียวแล้วจบเหลือแค่ค่าไฟ ขณะที่อินเตอร์เน็ต โอทีที มีต้นทุนค่าอินเทอร์เน็ตบ้านหรือโมบายล์ดาต้าที่ต้องจ่าย “ทุกเดือน” ซึ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส บางส่วนในประเทศอาจจะยังรับภาระนี้ไม่ไหว

ดังนั้น การคงไว้ซึ่งเสาก้างปลา และดาวเทียม อาจสำคัญกับผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส แต่เมื่อคำนวนความคุ้มค่าของต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย Mux และ Transponder เพื่อส่งสัญญาน นั้นคุ้มค่าขนาดไหน? สำหรับในอนาคต

หากมองไปในอนาคต ร่วมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หาก “ภาครัฐฯ” เห็นว่า ในอนาคตควรเลือกให้ “อินเตอร์เน็ต ป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร” ออกอากาศ หรือ Broadcast แทน แม้แนวโน้มจะชัดเจน แต่การเปลี่ยนผ่านอาจจะเกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มประชากร

มากกว่าธุรกิจ แต่คือ "ความมั่นคงของชาติ" การสื่อสารยามวิกฤติ

“หนึ่งในโจทย์ของ Regulator คือการที่ต้องทำให้ อินเทอร์เน็ตขั้นพื้นฐานกลายเป็นสวัสดิการของรัฐที่มีราคาถูกมากจนทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน เหมือนที่ Regulator ต้องบังคับ must carry ทีวีดิจิทัล บนกล่องดาวเทียม เพราะประชาชนส่วนมากใช้กล่องดาวเทียม ในช่วง10ปีก่อน เพราะนี่จะยังเป็นเหตุผลแห่งความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารระดับชาติ ของประชาชน ที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้ ด้วยเหตุเพราะ Broadcast ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องธุรกิจ แต่คือความมั่นคงของชาติ หรือ Resilience รวมอยู่ด้วย”

หลายคนการมองการเติบโตของ OTT เพียงในมิติของการแข่งขันทางธุรกิจ ทว่า เหตุผลที่รัฐบาลทั่วโลกยังคงต้องรักษาโครงสร้าง Broadcast (เสาและดาวเทียม) ไว้บางส่วน ไม่ใช่เพราะเรื่องเม็ดเงินทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของ “Resilience” หรือความสามารถในการสื่อสารยามวิกฤติ ตัวอย่าง วันที่เกิดภัยพิบัติรุนแรง สงคราม การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attack) หรือไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง แม้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมจะมีความทนทานมากขึ้น แต่หลายประเทศยังคงรักษา Broadcast Network ไว้ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำรอง

สำหรับระบบ One-to-Many Broadcasting (การกระจายสัญญาณจากจุดเดียวไปยังผู้รับจำนวนมาก) คือเครือข่ายที่อึดที่สุด ล่มยากที่สุด และส่งข้อความถึงประชาชนได้กว้างที่สุด ในหลายประเทศจึงยกสถานะให้ Broadcast Network เป็น “ครงสร้างพื้นฐานวิกฤติ(Critical Infrastructure) ที่รัฐต้องช่วยพยุงไว้เป็นข่ายสำรอง (Safety Net)

“คำถามคือ หากในอนาคต เราจะเก็บ เสา และดาวเทียม ไว้เพียงเพื่อใช้สื่อสารในยามฉุกเฉิน ประเทศเราต้องการ Capacity สำรองเท่าไหร่? และใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุนการ Maintain ระบบนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ช่องทีวีแบกรับไว้แลกกับให้โอกาสในการทำธุรกิจ ที่ในสภาวะปกติผู้ชมส่วนมากอาจรับชมในช่องทางอื่นกันแล้วในอนาคต”

หลุมพรางทางธุรกิจ สงครามแย่งชิง “Gateway”

นายชลากรณ์ กล่าวอีกว่า ความน่ากลัวในเชิงธุรกิจเวลานี้คือ เกิดภาวะ “ความลักลั่นของการกำกับดูแล”(Regulatory Arbitrage) เนื่องจากช่องทีวีดิจิทัลที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ มีต้นทุนค่าใบอนุญาต ค่า MUX ค่า transponder มีกฎเหล็ก Must Carry และ Must Have มีการกำกับดูแลเนื้อหาและโฆษณาที่เข้มงวดคอยกำกับอยู่ ทว่า ผู้ผลิตคอนเทนต์ลง OTT โดยตรง รวมถึงแพลตฟอร์มต่างชาติ กลับไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลย ทั้งการกำกับดูแลน้อยกว่า รวมถึงเข้าถึงผู้ชมได้โดยตรง(แม้จะขาดผู้ชมจากเสาและดาวเทียมไปบ้าง แต่แนวโน้มในอนาคต ดูเหมือนว่า ผู้ชมจากเสา และ ดาวเทียมจะลดลงเรื่อยๆ)

ดังนั้น หากไม่มีการปรับนิยามใหม่ หรือ ปรับโครงสร้างต้นทุนใหม่ สำหรับการประคองการรับชมผ่านเสาก้างปลา และ ดาวเทียม แรงจูงใจในการถือใบอนุญาตทีวีก็จะน่าสนใจน้อยลงเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมผู้ชมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

“เรื่องที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ในอนาคต ใครคือเจ้าของ Gateway ในการเข้าถึงผู้ชม?"

ปัจจุบันคอนเทนต์ไทยจำนวนมากพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น YouTube, TikTok, Facebook, Netflix , Content App, VOD App, TV Owned App, mobile app store, play store, TV App store ฯลฯ ซึ่งแม้เนื้อหาจะเป็นของคนไทย แต่การค้นหา(Discovery Engine) การอนุญาตให้ติดตั้ง(Application setting)ทั้งบนจอมือถือ SmartTV อัลกอริทึมแนะนำระบบ( Recommendation Engine) และระบบโฆษณา( Advertising Engine) กลับถูกควบคุมโดยต่างประเทศเกือบทั้งหมด

หากวันหนึ่งเขาเปลี่ยนอัลกอริทึม คอนเทนต์ไทยและข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือของประเทศก็อาจหายไปจากสายตาประชาชนได้ทันทีโดยง่าย โอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาของไทย อาจยากขึ้น

หวังโรดแมปทีวี ระยะสั้น-ยาว

ภาพรวมนับจากนี้ คาดว่าจะเห็นภาพ Roadmap 3 ช่วง ของอุตสาหกรรมทีวี ในลักษณะนี้

1.ระยะสั้น: จะ ยังคงพยายามรักษาและประคองโครงข่าย DVB-T2 (เสาก้างปลา) และ ดาวเทียมไว้ เพื่อคนห่างไกลและผู้ด้อยโอกาส รวมถึงการหาทางออกสำหรับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาโครงข่าย (MUX) ของ ททบ., MCOT หรือ Thai PBS ซึ่งส่วนมากเป็นหน่วยงานของรัฐฯ

ทว่า คำถาม ที่ รอคำตอบคือ ปรับลดต้นทุนค่า MUX ค่า Transponder ลดลงให้สมเหตุสมผลได้ขนาดไหน เมื่อเทียบกับแนวโน้มของช่องทางในการรับชมของ ผู้ชม ที่เปลี่ยนไป สู่อินเตอร์เน็ตมากขึ้น เหมือนตอนเปลี่ยนจาก เสาก้างปลา ไป ดาวเทียมในช่วงก่อน

การทบทวนกฎ Must Carry ปลดล็อกให้ออกอากาศคู่ขนาน(Simulcast) คอนเทนต์ไปสู่ OTT ได้ในทุกหน้าจอ เช่นเดียวกับตอน must carry ทีวีไป กล่องดาวเทียมทุกกล่อง ในช่วงก่อน

2.ระยะกลาง : วางแผน รองรับการรับชมผ่าน OTT ที่อาจจะเป็นช่องทางหลักในอนาคตตามข้อมูลการเติบโตของ Internet Penetration ซึ่งคงต้องหาวิธีให้ประชาชนทุกครัวเรือนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตขั้นพื้นฐานใน “ราคาถูก” ไปพร้อมกันด้วย

การเข้าสู่ช่วงเวลาปรับลดบทบาทเสาก้างปลาและดาวเทียมลงไปเป็น Safety Net (ข่ายสำรองยามวิกฤต) ล้อไปกับ Internet Penetration ที่เพิ่มมากขึ้นจนเข้าถึงทุกครัวเรือนได้ ตลอดจนควบรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อน (Consolidation) เช่น ยุบรวม MUX Transponder ให้เหลือเท่าที่จำเป็น รวมถึงทดลองและเตรียมความพร้อมด้าน 5G Broadcast ในฐานะเทคโนโลยีลูกผสมที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Broadcast และ Telecom เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ Broadcast-IP Hybrid ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบใบอนุญาต ของTV และ Telecom

3.ระยะยาว : นิยาม “กิจการโทรทัศน์” จากเดิมที่กำกับดูแลตาม “คลื่นความถี่” น่าจะปรับเปลี่ยนไปสู่การกำกับตาม “ลักษณะบริการสื่อภาพและเสียงแก่สาธารณะ” ไม่ว่าจะเป็นการแยกคุมเนื้อหาและความน่าเชื่อถือ(Content Regulation) ออกจากคุมท่อส่งสัญญาณ(Infrastructure Regulation) อย่างเด็ดขาด การเดินหน้าผลักดัน การสร้างโครงสร้างกลางในการเข้าถึงเนื้อหาระดับชาติที่ง่ายที่สุดสำหรับประชาชน รวมถึงสร้าง Digital Public Infrastructure, Public Service Platform, National Distribution Layer เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับช่องทางการสื่อสารของประเทศ แทนการพึ่งพา OTT ต่างชาติเป็นส่วนมากเหมือนในปัจจุบัน

ขณะที่แง่พฤติกรรมผู้ชมยังต้องคงไว้ซึ่งการแข่งขัน ด้านเนื้อหา แต่อย่างน้อยต้องเปิดโอกาสในการเข้าถึงให้สะดวกขึ้น ทั้งคอนเทนต์ไทยแม้ผลิตโดยคนไทย แต่การตัดสินใจว่า “อะไรจะถูกเห็น” อาจถูกกำหนดโดย Gate Keeper และคนคุม Discovery Layer จึงต้องมีการกำหนด National Distribution Layer ขึ้นมา

“คำถามที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ เราจะต่ออายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่กำลังจะหมดอายุในปี 2572 กันอย่างไร? แต่คำถามที่แท้จริงอาจคือ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และคอนเทนต์สาธารณะผ่านโครงสร้างพื้นฐานแบบใด และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนของโครงสร้างนั้น?”

หากได้คำตอบของภาพใหญ่ข้อนี้ที่ชัดเจน คำตอบเรื่อง MUX, Transponder ดาวเทียม OTT โทรคมนาคม รวมถึงรูปแบบใบอนุญาตกิจการทีวีในระบบใหม่ทั้งหมดหลังปี 2572 จะปลดล็อกและเจอทางออกอย่างถูกต้อง ยั่งยืน และเป็นแผนระยะยาว