วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

'เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ชี้รัฐต้องกล้าลงทุน แนะวางรากฐาน สร้างจีดีพีระยะยาว เผยสงครามทุบธุรกิจต้นทุนอ่วม

“เสี่ยบุณยสิทธิ์” แม่ทัพใหญ่เครือสหพัฒน์ เชื่อเศรษฐกิจดีกว่าหลายประเทศ ให้คะแนนรัฐบาล “อนุทิน” 6 เต็ม 10 แนะวางรากฐานระยะยาว 5-20 ปีห่วงอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าประชาชน “ไทยช่วยไทย พลัส” คนจะรอขอเงินรัฐอย่างเดียว ด้าน “กกร.”ห่วงศก.‘เคเชฟ’สั่นไหวรุนแรง เตือนรับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์  กล่าวถึง บริบทโลกและสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในโอกาสงานมหกรรมลดสินค้าประจำปี รวมถึงการนำเสนอสินค้าใหม่ สินค้านวัตกรรมของเครือสหพัฒน์ผ่านสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30 

ภาพใหญ่ขณะนี้ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะเกิดสงครามหลายภูมิภาค อย่างยุโรป คือรัสเซีย-ยูเครน สหรัฐ และตะวันออกกลาง ที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก หากมองไทยถือว่าดีกว่าหลายประเทศ แม้จีดีพีจะโตรั้งท้ายอาเซียนก็ตาม อีกด้านยังมองปัจจัยดังกล่าวภูมิภาคเอเชีย จะเป็นประเทศที่พัฒนาได้เร็วขึ้น

“เศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก ถือว่าดีกว่า แต่อาเซียนเราอาจโตน้อยกว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย ด้านเศรษฐกิจที่เวียดนามเติบโตมากเพราะฐานต่ำ ส่วนอุตสาหกรรมที่แซงไทย เพราะได้เปรียบค่าเงินในการส่งออก แต่โครงสร้างพื้นฐานยังสู้ไทยไม่ได้”

ทั้งนี้ การจะเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต นอกจากรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น ไทยช่วยไทย พลัส(60/40) ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว 5-20 ปีด้วย โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างสารธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น แลนด์บริดจ์ 

โครงการรถไฟความเร็วสูง ฯ ที่ใช้เม็ดเงินรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท อีกด้านการลงทุนเหล่านี้จะก่อให้เกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น

กล้าตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศได้ 2 เดือน เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา(นายกฯเศรษฐา ทวีสิน และนายกฯแพทองธาร ชินวัตร)ถือว่าดีกว่า และให้คะแนนทำงาน 6 เต็ม 10

“รัฐบาลชุดนี้ดูดีกว่าที่ผ่านมา ดูจากตลาดหุ้นที่ขึ้น หากมีโอกาสพบนายกอนุทิน เหมือนเวทีผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง อยากบอกให้นายกฯกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เพราะปัญหาคือเมืองไทยลงทุนด้านนี้น้อยไป ถ้ารัฐกล้ากู้เงินมางทุนทำอินฟราฯ สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง แลนด์บริดจ์ จะทำให้เกิดการจ้างงานประชาชนมีรายได้ การลงทุนอินฟราฯ ช้าไม่ได้ แต่ทำแล้วต้องสะอาดหรือโปร่งใส”

ต่อมุมมองเศรษฐกิจไทยโตรั้งไทยอาเซียน นายบุณยสิทธิ์ ได้ให้นิยามเป็นสามล้อคนถีบหรือซาเล้ง จากปีก่อนป็นสามล้อมติดเครื่องยนต์ หากเศรษฐกิจจะโตได้เร็ว ต้องรู้จักปรับเป็นเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) เพราะหากสงครามยุติ ไทยจะมีโอกาสเติบโตเร็วกว่าชาติอื่น พร้อมยกกรณีการลงทุนสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่อดีตมีการคัดค้าน หากปัจจุบันไม่มีโครงการดังกล่าวประเทศจะเป็นเช่นไร

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้รัฐดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าขึ้นแตะระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อเอื้อต่อการค้า ส่งออก รวมถึงดึงการลงทุนเข้ามาในประเทศ จากที่ผ่านมาค่าเงินบาทอ่อนค่า 32-33 บาทต่อดอลลาร์ เป็นหนึ่งในตัวแปรนักลงทุนย้ายฐานไปซบประเทศเวียดนาม เช่น ทุนญี่ปุ่น 

กลัวคนไทยรอขอเงินพึ่งพารัฐอย่างเดียว

ส่วนโครงการไทยช่วยไทย พลัส(60/40)มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อีกด้านกลัวการใช้อย่างต่อเนื่อง จะทำให้คนไทยรอขอเงินรัฐอย่างเดียว รัฐจึงควรมีการเก็บข้อมูล(ดาต้า)ไว้ด้วย

“การทำมาตรการแบบนี้บ่อยๆไม่ดี แต่หากทำแล้วควรเก็บข้อดาต้า เป็นข้อมูลที่ดีไว้ใช้ด้วย”

นายบุณยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปี 2569 สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กระทบต้นทุนการผลิตสินค้าอย่างมาก แต่ทั่วโลกเผชิญเช่นกัน จากเคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์พุ่ง แต่เครือสหพัฒน์จะไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะตรึงราคาให้นานสุด แต่หากวัตถุดิบขึ้นต่อเนื่อง อาจต้องขยับ ไม่เช่นนั้นธุรกิจจะขาดทุน

“หากสงครามยุติเร็ว โอกาสต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวลง เราต้องเฝ้าดู แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่ไทย แต่เกิดทั่วโลก ไทยยังดีกว่าญี่ปุ่นมาก เพราะบางแห่งใช้วัตถุดิบมากจนขาดแคลน อย่างแพ็คเกจจิงขาวดำ ไทยไม่ไปถึงขั้นนั้น”

ส่วนภาพรวมธุรกิจเครือสหพัฒน์ปี 2569 ยอมรับว่าดีสู้ปี 2568 ไม่ได้ เนื่องจากมีปัจจัยลบด้านสงคราม เศรษฐกิจ กำลังซื้อ แม้บริษัทจะมีการกระจายความหลากหลายหรือไดเวอร์ซิไฟ แต่บางหมวดยังหดตัวลง เช่น แฟชั่น แต่อาหารการกินเติบโตจึงทดแทนกันได้ ซึ่งการเคลื่อนธุรกิจปีนี้ ผู้ประกอบการต้องมีความอดทน หาหนทางให้อยู่รอด หากโอกาสมาจะได้เร่งเครื่อง

สหพัฒน์สอนมวยบริหารธุรกิจช่วงศก.ไม่ดี

ขณะที่การจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30 คอนเซปต์ไปด้วยกันนะ มีขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิ.ย. 2569 จะไม่ใช่แค่การลดราคาสินค้า แต่ต้องทำให้คนมาชอปปิงสนุก สดใส อย่างไรก็ตาม งานปีนี้เครือสหพัฒน์ยังเดินหน้าลงนามบันทึกความร่วมมือ(เอ็มโอยู)กว่า 20 ฉบับ มากสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อหาโอกาสใหม่สร้างการเติบโต

“เศรษฐกิจไม่ดีเราเอ็มโอยูค่อนข้างมาก เพราะมองว่าธุรกิจไม่ดีแล้วอยู่เฉยๆ แต่ต้องคิด และหาโอกาสใหม่ๆ ก่อนลงทุนต้องพิจารณาความคุ้มทุนด้วย หากไม่คุ้มทุนลงทุนช้าหน่อย คุ้มคือมีกำไร ขณะที่พันธมิตรสนใจลงทุนในไทยและเครือสหพัฒน์คือจีน ที่เข้ามาเจรจาค่อนข้างมาก 2-3 รายต่อสัปดาห์ และการลงทุนจะเป็นขนาดใหญ่ ซื้อที่ดิน 100-200 ไร่ เทียบกับญี่ปุ่นจะลงทุนขนาดเล็กเริ่มต้นซื้อที่ดิน 10-20 ไร่ ค่อยๆคิดแล้วปรับแผน ที่ผ่านมาเป็นยุคที่ญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยมาก ต่อไปอาจจะน้อยลง จีนกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะมองตลาดอาเซียนเป็นประเทศสำคัญ