การประกาศปิด 3 สาขา ของร้าน "สุกี้ ตี๋น้อย" พร้อมโยนบาปให้กับ "โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40" เป็นต้นเหตุให้คนเข้าร้านนน้อยลง กลับกลายเป็น "ทัวร์ลง" แบรนด์ เพราะอีกด้านมาตรรัฐโอบอุ้มรายย่อย ควรเห็นใจซึ่งกันและกัน
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ร้านอาหารดัง “สุกี้ ตี๋น้อย” ประกาศปิด 3 สาขา เพื่อ “ปิดปรับปรุง” ซึ่งประกอบด้วย สาขาลำลูกกา คลอง 2 ที่ปิดปรับปรุงตั้งแต่ 9 มิถุนายน 2569 สาขาเดอะเซ้นส์ ปิ่นเกล้า ปิดปรับปรุงตั้งแต่ 17 มิถุนายน 2569 และสาขาลาดพร้าว-วังหิน ปิดปรับปรุงตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2569
ทว่า ดราม่าบังเกิดเมื่อแบรนด์เลือกให้เหตุผลว่าเกิดจากผลกระทบของมาตรการรัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) แม้จะชมเปาะ แต่กลับเป็นการ “แซะ” เป็นโครงการที่ดี ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระเทือนจำนวนลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านน้อยลง
ทั้งนี้ ข้อความที่แบรนด์โพสต์ผ่านหน้าเฟซบุ๊ก ความว่า..ตี๋น้อย! มิ.ย.69 ลูกค้าน้อยลง ปิด 3 สาขา โดนพิษ 60/40 โครงการ “ไทยช่วยไทย” พลัส พบกันใหม่เดือนต.ค.69 หลังจบ “ไทยช่วยไทย” พลัส
cr.สุกี้ ตี๋น้อย
แรกๆ อาจดูเหมือนมีกระแสตอบรับดี อยากไปอุดหนุน แต่เมื่อข้อมูลข่าวสารกระจายวงกว้างบนโลกออนไลน์ กลายเป็น “รถทัวร์ลง” เพราะโครงการไทยช่วยไทยพลัสดำเนินไปเพียง 8 วัน เชิงผลกระทบอาจยังไม่เห็นนัก แต่กลับ “โยนบาป” ให้ปัจจัยภายนอก
จากนั้นจึงเห็นการแสดงความเห็นของผู้บริโภคออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น โทษทุกอย่างยกเว้น.. บ้างว่า สาขาดังกล่าว เช่น ลำลูกกา เห็นลูกค้าน้อยมานาน จึงไม่น่าเดี่ยวกับโครงการ หรือการมองว่าเป็นรายใหญ่ ไม่ควรไปตำหนิโครงการรัฐที่ช่วยผู้ประกอบการ “เอสเอ็มอี” โดยเฉพาะ “รายเล็ก-รายย่อย”
ทว่า ที่น่าสนใจ คือการแสดงความเห็นถึง “คู่แข่ง” อย่าง “โบนัส สุกี้” ที่กระแสตอบรับดี โดยเฉพาะตอบโจทย์ “ความคุ้มค่า” สมกับเป็น Budget suki ในยุคเศรษฐกิจ กำลังซื้อฝืดเคือง ซึ่งมีฐานลูกค้าจำนวนไม่น้อยเห็นพ้องทั้งอร่อยกว่า คุ้มค่ากว่า(ขึ้นกับปัจเจกบุคคลตามการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์) ภาพดังกล่าว สะท้อนการ “ตีโต้กลับ” ของบิ๊กแบรนด์ “เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป” หลังเป็นยักษ์หลับ ปล่อยให้ “สุกี้ ตี๋น้อย” ไล่บี้ด้วยกลยุทธ์ราคามานาน เมื่อการต่อสู้ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ด้วย “สงครามราคา” จึงมีผลกระทบกลับไป
สำหรับผลประกอบการของ “สุกี้ ตี๋น้อย” หากดูเฉพาะตัวเลขไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มี “กำไรสุทธิ” 170 ล้านบาท “ลดลง 101 ล้านบาท” หรือลดลง 37.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ย้อนความรุ่งโรจน์ของร้านสุกี้ ตี๋น้อย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีสะดุดปี 2568 เพราะ “กำไรสุทธิลดลง” ก็ตาม เพราะถือเป็นปีที่การแข่งขันธุรกิจหม้อร้อน และการห้ำหั่นด้วย “ราคา” ดุเดือดเลือดพล่าน เพราะไม่ได้มีเพียงรายใหญ่อย่าง “เอ็มเค สุกี้” สู้กลับด้วยแบรนด์ใหม่ “โบนัส สุกี้” แต่ยังมีหมาล่า หม้อร้อนสารพัดแบรนด์พร้อมชิงขุมทรัพย์ร้านอาหารแสนล้านบาทและพื้นที่ในกระเพาะสายกิน(Share of stomach)
สำหรับผลงานรายได้ของ สุกี้ ตี๋น้อย เป็นดังนี้
-ปี 2568 รายได้กว่า 9,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.39% กำไรสุทธิกว่า 864 ล้านบาท ลดลง 26.06%เพิ่มขึ้น
-ปี 2567 รายได้กว่า 7,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.45% กำไรสุทธิกว่า 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.83%
-ปี 2566 รายได้กว่า 5,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.34% กำไรสุทธิกว่า 907 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.36%
-ปี 2565 รายได้กว่า 3,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 152.9% กำไรสุทธิกว่า 591 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 299.65%
-ปี 2564 รายได้กว่า 1,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.55% กำไรสุทธิกว่า 147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.49%
ที่ผ่านมา หนึ่งในการปรับตัวการสื่อสารการตลาดของ “สุกี้ ตี๋น้อย” คือการใช้พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารของบริษัท ไม่เพียงโปรโมชันต่างๆ แต่ตอนที่ “กำไรลดลง” บริษัทได้ “เล่นตัวเองก่อน” เป็นลำดับแรก
ทั้งนี้ มิติการสร้างคอนเทนต์ แบรนด์สามารถโกยการมีส่วนร่วม ฐานแฟนและไม่ใช่แฟนต่างมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากหรือเกิด Engagment ทำให้แบรนด์ไม่จางหายไป และมากน้อย เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมมีผลบวก-ลบแตกต่างกัน บางคนอาจต้องการสนับสนุนต่อ แต่บางคนอาจมองต่าง เพราะไม่ใช่การตลาดเชิงสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ต่อผลกระทบจากมาตรการรัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากย้อนไปโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้พ่อค้าแม่ขายทำมาค้าคล่องขึ้น ส่วนประชาชนได้ประหยัดค่าครองชีพจังหวะหนึ่งของชีวิต ทำให้ปลายปี 2568 “ธุรกิจร้านอาหาร” รายใหญ่มีการโอดครวญเล็กน้อยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และมีการจับตาดูโครงการไทยช่วยไทยพลัสเช่นกัน จะส่งผลอย่างไร เพียงแต่ 8 วัน จะกระทบธุรกิจที่ทุนหนา สายป่านยาวจน “ปิดร้าน” ย่อมก่อดราม่าได้ อีกทั้งร้านสุกี้ ตี๋น้อย 3 สาขาดังกล่าวเพียง “ปิดปรับปรุง” เท่านั้น

